“จงวิ่งไปในที่ที่ "แนวโน้ม" กำลังจะไป” …….. วิชัย วชิรพงศ์ (เสี่ยยักษ์) รายใหญ่ต่างยกนิ้วให้ว่าเป็น "เสือ" ในวงการหุ้น ตัวจริง
นักลงทุนมากหน้าหลายตา ทั้ง ขาใหม่ ขาจร ขาประจำ พากันทยอยเข้าห้องค้า เพื่อเตรียมซื้อขายหุ้น
“วันนี้ มีข่าวอะไรมั่ง” ประโยคฮิตที่ได้ยินบ่อยในห้องค้า
“วันนี้ ตลาดจะเป็นยังไง” นี่ก็ฮิตติดชาร์ตเลยแหละ
แต่ 2 ประโยคนี้ เราจะไม่ได้ยินเลยจากเซียนหุ้นพันล้าน ที่มานั่งเงียบๆอยู่ภายในห้อง VIP
เงินฟรี ไม่มีในโลก ครับ นักลงทุนมืออาชีพ ล้วนทำการบ้านเตรียมมาเป็นอย่างดี ก่อนที่ตลาดจะเปิด
การทำการบ้านล่วงหน้า ทำให้เซียนหุ้น เห็นภาพตลาดชัดเจน เห็นหุ้นเด่นที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะเล่นได้ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดจุดเข้า กำหนดจุดออก รวมทั้งจุดหมอบ (หากพลาดท่า) ไว้ล่วงหน้า……ทำให้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดถูกกำหนดขึ้นมา ก่อนที่ตลาดจะเปิดด้วยซ้ำ
นักลงทุนมืออาชีพ เขากำหนดจุดเข้าจุดออกอย่างมีแบบแผน ไม่ได้นึกอยากขายราคาไหนก็ขาย อยากซื้อที่ราคาไหนก็ซื้อ
ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ขาดทุนยังไง …….. เดี๋ยวเราไปแอบฟังกัน ว่าคนส่วนใหญ่เหล่านั้น มีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ยังไง แล้วเดี๋ยวค่อยตามไปดูกันภายหลังว่า รายใหญ่ กับ เซียนหุ้นระดับมืออาชีพ เขามีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างไร
“หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาจาก 3 บาทนะ นี่ 4 บาท แล้ว ไม่ซื้อหรอก แพงแล้ว เสียเปรียบพวกต้นทุน 3 บาท”
“หุ้นตัวนี้ เคยอยู่ 4 บาท นี่ ลงมาถึง 3 บาทแล้ว ได้ของถูก ต้องซื้อ ต้องซื้อ ได้เปรียบพวกต้นทุน 4 บาทตั้งเยอะ”
“หุ้นตัวนี้ ขายไปแล้วที่ราคา 4 บาท จะให้ซื้อที่ราคา 4.04 บาท ไม่มีทาง รอให้มันลงมาต่ำกว่าที่ขายก่อนถึงจะซื้อ”
“หุ้นตัวนี้ เพิ่งซื้อมาในราคา 5 บาท จะให้ขายที่ราคา 4.80 บาท ไม่มีทาง”
แหม ถ้าผมเป็นผู้กำหนดราคาตลาด ผมก็คงคิดและทำแบบนั้นเหมือนกัน
คนส่วนใหญ่ในตลาด มักกำหนดราคาที่จะซื้อหรือขาย เสมือนเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมราคาหุ้นได้อย่างเด็ดขาด …. ไม่รู้แหละ ไม่ได้ราคานี้ ก็จะไม่ซื้อ ไม่ได้ราคานี้ก็จะไม่ขาย
ผลของการไม่ได้ทำการบ้านมาล่วงหน้า แล้วเที่ยวมากำหนดราคาซื้อราคาขายเอาเอง ตามอำเภอใจ เราเลยเห็นคนส่วนใหญ่ มีอาการแบบนี้บ่อยๆในห้องค้า ใช่ไหมครับ
เวลาหุ้นขึ้นๆๆๆๆ กลับนั่งเครียดซึมเศร้า เพราะไม่มีหุ้นติดมือเลย ขณะที่คนอื่นเขาเฮฮา ตบไม้ตบมือ แล้วมานั่งบ่นว่า รู้งี้ สัปดาห์ที่แล้วน่าจะซื้อ ไม่งั้นป่านนี้ กำไรบานเลย
เวลาหุ้นลงๆๆๆๆ ก็เครียดอีก เพราะหุ้นลงมาให้ซื้อ จนติดไม้ติดมือเต็มไปหมด เกะกะน่ารำคาญ ตั้งซื้อราคาไหนที่ว่าถูก ก็ได้หมด จนเงินหมดไม่มีให้ซื้อแล้ว ราคายังไม่ยอมหยุดไหลเลย ขณะที่เซียนหุ้นที่กำหนดจุดเข้าจุดออกไว้ล่วงหน้า กำลังนั่งเลือกหุ้นถูกๆอยู่ ว่าจะซื้อตัวไหนดี
เซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก หลายท่านด้วยกัน ล้วนเปิดเผยตรงกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อนครับ
“ผมไม่เคยจำราคาด้วยซ้ำไป ว่าผมซื้อราคาไหน ขายราคาไหน ผมดูแต่แนวโน้ม ตราบใดที่หุ้นยังมีแนวโน้มขึ้น ผมก็ซื้อตามขึ้นไปเรื่อยๆล่ะครับ และถ้ามันเปลี่ยนกลายเป็นแนวโน้ม ขาลง ผมขายทิ้งหมด” เสียงเซียนหุ้นออกมาเหมือนกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งๆที่สัมภาษณ์ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ
การทำการบ้านมาล่วงหน้า มันมีคุณค่าคุ้มค่าเหนื่อยมากเลยครับ เงินฟรี ไม่มีหรอก อย่าไปรอ นั่งขอหวยจากโบรกเกอร์
ผมเองลองทำตามที่จอมยุทธ์ในวงการหุ้นสอนสั่งเหมือนกัน ผมเลือกหุ้นผิดเป็นประจำเลยล่ะครับ แหะๆ ถูก 5 ครั้ง ผิด 5 ครั้ง เสมอเลย
แต่เวลาผมผิด ผมเสียหายน้อยมากๆ …… ถ้าเล็งจุดซื้อไว้ดีแล้ว ยังลงได้ ผมก็ยอมรับว่า ผิดคาดพลาดท่า ขายทิ้งลิมิตผลขาดทุน ไม่ให้บานปลาย
แต่ถ้าผมเข้าซื้อแล้วมันขึ้น ผมจะปล่อยกำไรวิ่งไปเรื่อยไม่ขวางทางมัน บางตัวสามารถทำกำไร ได้ 5-10% ภายในวันได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น ถูก 5 ผิด 5 ก็รวยแล้วล่ะครับ ดีกว่ากำหนดราคาซื้อ กำหนดราคาขายเอง ตามอำเภอใจมั่วซั่ว
แล้วเราจะเริ่มการบ้านกันที่จุดไหนดี?
อันนี้ ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละท่านนะ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะเริ่มจากการดูโวลุ่มก่อน เพราะผมถือว่า หุ้นตัวไหนมีปริมาณการซื้อขายเยอะ แสดงว่า หุ้นตัวนั้น มีการกระจุกตัวของราคาแล้วล่ะ จะเรียกว่า “เจ้าเข้า” ก็ได้
ทำไม ผมถึงให้ความสำคัญของโวลุ่มล่ะครับ แหะๆๆ ขอแซวตลาดหลักทรัพย์หน่อยเหอะ ที่บอกว่า “การลงทุนต้องมีหลักการ”
ไหนๆจะถอดรหัสลับตลาดหุ้นกันแล้ว ผมขอแก้หน่อยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ไหมครับ
“การลงทุนต้องมีเจ้ามือ”
ไม่มีผู้นำมาไล่ซื้อขึ้น แล้วอยู่ๆ มันจะขึ้นไปเองมากๆได้ยังไง เพราะใครๆก็อยากซื้อถูกด้วยกันทั้งนั้นแหละ
หุ้นทุกตัวในตลาด ล้วนมีเจ้ามือทั้งนั้นครับ อย่ามาทำเป็นแยกแยะหน่อยเลย ว่านี่หุ้นปั่นของรายใหญ่ นี่เป็นหุ้นปั้นของกองทุน และนั่นเป็นหุ้นพื้นฐานดี ฝรั่งเลยรีบแย่งกันซื้อ
ดังนั้น หากท่านเกาะเงินของเจ้ามือขึ้นไปได้ ท่านก็กำไรสถานเดียว
อ้าว แล้วตัวไหนล่ะ ที่เจ้ามือเข้าสถิต ….. นี่ไงครับ ที่เราจำเป็นต้องทำการบ้าน
การทำการบ้านเลือกหุ้นที่จะเข้าซื้อ มันก็เหมือนกับการเลือกรถเมล์ว่าจะขึ้นรถเมล์สายอะไร ที่จะพาเราไปถึงที่หมายปลายทางได้
ตอนที่พวกเราเป็นเด็กนักเรียน ถ้าเราจะไปโรงเรียน เราจะขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง แต่ถ้าเราจะไปบ้านเพื่อนที่ลาดพร้าว เราก็จะขึ้นรถเมล์อีกสายหนึ่ง และถ้าวันไหน เรานัดไปเที่ยวสวนสยามกับเพื่อน เราก็จะต้องเช็คดูก่อน ใช่ไหมครับ ว่าจะไปสวนสยามต้องขึ้นรถเมล์สายไหน จนกระทั่งเราโตมา เราก็ยังต้องเลือกอยู่ดี ว่าหากจะไปบ้านแฟนคนที่สี่ จะต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร หรืออยากจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่สนามหลวง แต่ดันไปขึ้นรถที่จะไปปากเกร็ด ก็คงไม่ได้ร่วมชุมนุมกับเขาแน่
เมื่อเราเลือกได้แล้วว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายไหน เราก็ต้องมาเลือกอีกว่าจะขึ้นคันไหน
รถเมล์บางคัน จอดเข้าพัก รอเข้ากะในรอบต่อไป คนขับขอตัวไปนอนก่อน ในขณะที่ รถบางคัน คนขับรถมัวแต่ วอร์มอัพ ปรึ้นนนนๆๆ อยู่นั่น ไม่ไปซะที ลีลาเยอะ ถ้าเป็นเราๆท่านๆ ก็คงอยากขึ้นคันที่คนขับสตาร์ทพร้อมแล้ว กำลังจะขับออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว เท่านั้น ใช่ไหมครับ
ก็เหมือนกันแหละ หลังจากที่เราทำการบ้านหลังตลาดปิด เลือกหุ้นที่กราฟสวยๆมาได้แล้ว เช่น หุ้นตัวนั้นเกิด Golden cross หุ้นตัวนี้ มี Buy signal ได้แนวรับแนวต้านมาเรียบร้อยแล้ว 4-5 ตัว คราวนี้ เราก็ต้องมาดูในชั่วโมงเทรดแล้วล่ะครับ ว่าตัวไหนจะพร้อมวิ่งก่อนกัน
หลังจากที่ตลาดเปิดไปได้ไม่นาน หากหุ้น 4-5 ตัวนั้นที่เราเลือกมา ตัวไหนมีโวลุ่มทะลักเข้ามามาก หรือ บางท่านอาจจะเรียกว่า “โวลุ่มเอ้าท์เพอฟอร์ม” สอดคล้องไปกับการขึ้นของราคา ก็ตัวนั้นแหละ ที่กำลังจะวิ่งแรง
หากโวลุ่มไม่มา ราคาไม่ขึ้นหรอกครับ แม้กราฟจะสวยรอไว้ล่วงหน้าแล้วขนาดไหนก็ตาม
พอมาถึงตรงนี้ เกิดคำถามขึ้นมาในทันที ใช่ปล่าวครับ “แล้วเราจะดูจากไหนล่ะ ว่าโวลุ่มเข้า เจ้ามือมา?”
สมมุติว่า ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา หุ้นที่เราหมายตา เทรดทั้งวันเฉลี่ยเพียง 4 แสนหุ้นเท่านั้น แต่มาวันนี้ หลังตลาดเปิดเพียง 5 นาที volume ปาเข้าไปแล้ว 1 ล้านหุ้นแล้ว ก็แสดงว่า เจ้ามือเข้าแล้ว เจ้าของลุยแล้ว
แน๊ะ มีคำถามเกิดขึ้นอีก “อ้าว แล้วอย่างนี้ ไม่ใช่แมงเม่าบินเข้ากองไฟหรอกหรือ?”
แมงเม่าบินเข้ากองไฟ มันหมายถึง ตามแห่นะครับ เห็นตัวไหนวิ่งดี ก็วิ่งเข้าตาม วิ่งซื้อทัน แต่วิ่งออกมาไม่ทัน
ความต่างระหว่าง “เล่นถูกตัวถูกเวลามาพร้อมกับเจ้า” กับ “ตัวไหนซิ่ง วิ่งเข้าใส่” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ
เดี๋ยวให้ดูหุ้นตัวหนึ่งแล้วกัน ….. หลังจากที่เราทำการบ้านมาแล้ว พบว่า หุ้น XYZ ปิด 3.94 บาท แนวรับ 3.92 แนวต้าน 3.98 และแนวต้านถัดไป 4.24 บาท
ถ้าหลังจากตลาดเปิดได้ไม่นาน ปรากฏว่า ราคาเปิดของหุ้น ไปเปิดที่ 4.02 แถมมีโวลุ่มทะลักเข้ามาอีก แบบนี้ แสดงว่า เจ้าเข้าแล้ว และผ่านแนวต้านได้แล้วด้วย แบบนี้เราต้องซื้อตามน้ำนะครับ เพราะมันกำลังวิ่งขึ้นไปหาแนวต้านถัดไปที่ 4.24 …….. ถึงใครต่อใคร จะหาว่าซื้อแพง แต่ ประเด็นคือ ถ้าสามารถขายได้แพงกว่า ก็น่าซื้อ
สมมุติให้ดูในอีกทางนึงแล้วกันนะครับ หากวันนั้นฟ้าฝนไม่เป็นใจ เปิดตลาดที่ราคา 3.94 แล้ววิ่งด่วนจี๋ไปชนแนวต้านที่ 3.98 จากนั้น ก็ชนแล้วชนอีก เจอขายขวางวางอยู่เรื่อยเลย กรณีนี้ ถึงแม้จะมีโวลุ่มทะลักเข้ามา ก็ไม่น่าซื้อตาม เพราะมันไม่ผ่าน เพราะไม้หน้าสามจากผู้ที่ซื้อเก็งกำไรดักไว้ตั้งแต่เมื่อวาน กำลังรอดักตีหัวแมงเม่าอยู่
ลองตรวจเช็คกันดูนะครับ ว่าเรามีการทำการบ้านมาดีพอหรือยัง และ เราใช้ข้อมูลเดียวกันกับมืออาชีพหรือเปล่า ในการทำมาค้าขายหุ้น
www.ThaiDayTrade.com
Friday, September 25, 2009
Thursday, September 24, 2009
ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 4 : ยิ่งไม่กล้าเสี่ยง กลับยิ่งเสี่ยง
“ผมถือว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า บนสวรรค์มีไม่รู้ตั้งกี่ชั้น แต่เวลาลงนรกก็มีไม่รู้ตั้งกี่ขุมเช่นกัน จะไม่มีคำว่าถูกว่าแพงในตลาดหุ้น" ………… วัชระ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง) นักลงทุนรายใหญ่มืออาชีพ
ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต ของการที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
หลายครั้งมาก ที่จุดที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ จุดที่ไม่มีใครอยากซื้อ และ จุดที่ดีที่สุดในการขาย คือ จุดที่ไม่มีใครอยากขาย
หากราคาหุ้นขึ้นไปแรงเกินเหตุ บางทีก็น่าเสี่ยงขายนะครับ และถ้าหุ้นนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ลงมาเกินเหตุเพราะตลาดไม่ดี และราคาหุ้นก็หยุดการไหลลงได้แล้ว ก็น่าเสี่ยงซื้อเช่นกัน
ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนกลุ่มแรกที่จะซื้อหรือขายหุ้นก่อนเสมอ คือ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ซึ่งรู้แนวโน้มของกิจการตัวเองก่อนคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ……… ในช่วงนี้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ ว่าทำไมหุ้นขึ้น หรือ ทำไมหุ้นลง
คนกลุ่มต่อมาที่จะซื้อหรือขาย ในขณะที่หุ้นยังขึ้นหรือลง ไม่มากนัก ได้แก่กลุ่มรายใหญ่ กลุ่มกองทุน ซึ่งกลุ่มนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด และพยายามเกาะแนวโน้มตลอดเวลา
เมื่อคนกลุ่มนี้ ซื้อหรือขาย ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ ที่จะต้องอธิบายปรากฏการณ์ หาเหตุผลมาใส่ให้ได้ ว่าทำไมหุ้นถึงขึ้นหรือทำไมหุ้นถึงลง
วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ สื่อ และ ข้อมูลตามเว็บบอร์ด จะออกมาขยายผล จนข่าวนี้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
เมื่อแรงซื้อของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันซื้อ คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งขายอยู่ ก็รีบถอนที่วางขายออก เพราะกลัวว่า ขายแล้ว เดี๋ยวมันจะขึ้น ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะวิ่งรอข่าวดีนั้นมาเป็นเดือน จนเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็นแล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว ราคากลับมาเท่าทุนซะแล้ว
ในทำนองเดียวกัน ครับ เมื่อแรงขายของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันขาย คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ลงไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งซื้ออยู่ ก็รีบถอนที่วางซื้อออก เพราะกลัวว่า ซื้อแล้ว เดี๋ยวมันจะลง ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะไหลลงรอรับข่าวร้ายนั้นมาเป็นเดือน จนเกินเหตุกว่าที่ควรจะเป็น แล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว วิ่งขึ้นไปไหนต่อไหนซะแล้ว
เคยเห็นบ่อย ใช่ไหมครับ ผลประกอบการออกมาแย่ หุ้นกลับดีดขึ้นทันที แต่พอผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นดันร่วงลงซะอย่างงั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พี่คนหนึ่ง เธอเล่าให้ผมฟังว่า จะซื้อหุ้นบริษัท ABC เพราะญาติเธอเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนี้ บอกเธอมาว่า บริษัทกำลังจะได้งานประมูลเป็นหมื่นล้าน
ผมเองก็หูผึ่งเลยล่ะ ไปดูกราฟหุ้นประกอบ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย โครงสร้างกราฟมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเห็นๆ ถึงมันจะขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งครึ่งเดือนก็ยังไม่เห็นว่าแนวโน้มการขึ้นจะชะลอตัวลงเลย เออ แหะ ท่าทางจะเป็นจริง อย่างที่พี่บอก
“อ้าว เธอซื้อแล้วหรอ พี่ยังไม่ได้ซื้อเลย พี่เห็นว่ามันขึ้นมามากแล้ว อยากจะรอให้ลงมาที่เก่าก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะซื้อ” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาซื้อตอนนี้ แบบว่า ราคามันขึ้นมามากแล้ว
ตลอดเวลา 3 สัปดาห์นับจากนั้น ราคาหุ้นไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาหาพี่อีกเลย จนคนทั้งตลาดเริ่มให้ความสนใจ นักวิเคราะห์ก็รีบทำการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทนั้นในทันที แล้วก็ออกมาแนะนำให้ซื้อหุ้น ABC เพื่อเก็งกำไรข่าวการได้งานโครงการใหญ่
พี่สาวคนสวยของเรา ถึงจะยอมปรับราคาขึ้นมานิดนึง ตามคำแนะนำซื้อเก็งกำไรที่ได้ยินมาแล้ว แต่ราคาก็ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนตัวลงมารับพี่อีกเลย แม้พี่จะใช้ความพยายามในการปรับราคาขึ้นทีละนิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
ในที่สุด วันตัดสินใจก็มาถึงครับ หนังสือพิมพ์หุ้น 3 ฉบับ ต่างพาดหัวข่าวตรงกัน ว่าพรุ่งนี้ จะรู้ผลการประมูล แล้วมีการคาดการณ์กะเก็งกันว่า บริษัท ABC จะได้งานแน่ๆ ...... ราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรง กระโดดขึ้นทะยานไกล ไปแบบเร่งรีบ ในที่สุด ด้วยความกลัวตกรถ พี่สาวก็ตัดสินใจเคาะซื้อเดี๋ยวนั้น ในทันที
วันรุ่งขึ้น ผลประมูลงานใหญ่ออกมา บริษัท ABC ได้งานไปจริงๆด้วย ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมนึง ผมกลับมองว่า นี่เก็งกำไรกันขึ้นมา จนราคาเว่อร์ไปแล้ว เลยขายเอากำไรออกมาก่อน ขายทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในตลาดที่เพิ่งทราบข่าวดีจากทางหน้าหนังสือพิมพ์กำลังอยากซื้อนั่นแหละ
“อ้าว เธอขายแล้วหรอ ทำไมรีบขายล่ะค่ะ บริษัทกำลังมีข่าวดี ทุกโบรกฯก็เชียร์ซื้อกัน พี่ยังไม่ขายหรอก กลัวขายแล้วไปต่อ เดี๋ยวรอให้ได้กำไรมากๆก่อน แล้วค่อยขาย” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาขายตอนนี้ ก็บริษัทเพิ่งเซ็นงานโครงการหมื่นล้านไปนี่ มันน่าจะขึ้นต่อ
หลังจากที่ข่าวออก ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง แล้วการขายทำกำไรก็ตามมา ดังเช่นขนบธรรมเนียมประเพณีของการเก็งกำไรที่มีมาแต่โบราณกาล
มันเป็นสูตรสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้ “ขายเมื่อมีข่าวลือ, ซื้อเมื่อมีข่าวจริง” ถ้าอยากจะอินเตอร์หน่อย ก็ต้องบอกว่า “Buy on Rumor, Sell on Fact”
“เธอ พี่ยังไม่ได้ขายออกไปเลย ตอนนี้มันกลับมาที่ราคาที่พี่ซื้อแล้วอ่ะ เดี๋ยวมันคงขึ้นเนาะ บริษัทนี้ถือลงทุนได้ ปัจจัยพื้นฐานดี” ...... พี่เธอปลอบตัวเอง พูดเองคิดเองเออเอง และรอคอยวันนั้นมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว
ถ้าหุ้นมีแนวโน้มจะขึ้น แพงแค่ไหน ก็น่าเสี่ยงซื้อครับ หากพลาดขึ้นมา ก็แค่ขายตัดขาดทุน เสียหายเล็กน้อย ดีกว่าไปไล่ซื้อตอนที่ใครๆก็รู้ข่าวดีนั้น แล้วแย่งกันขาย ออกมาแทบไม่ทัน
ในฝั่งของข่าวร้ายก็เช่นกัน ครับ หากหุ้นนั้นมีข่าวร้ายในทางจิตวิทยารออยู่ และใครๆก็ทราบกัน มันก็จะไหลลงมาเรื่อยๆ ท่ามกลางข่าวร้ายที่ออกมาทางสื่อและมาจากบทวิเคราะห์ หากมันปรับตัวลงมาเว่อร์เกิน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กลับน่าหาโอกาสเสี่ยงซื้อมากกว่า
นับตั้งแต่ รัฐบาลของคุณทักษิณ โดนยึดอำนาจ ก็มีคนโยงหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม ว่าจะได้รับผลลบเลวร้ายเป็นผลพวงตามมา นับตั้งแต่วันที่แบ็งค์ชาติออกมาตรการสำรอง 30% ก็มีคนมองว่า หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะเฉา เน่าสุดขีด
เมื่อทุกคน มองในทางลบ แรงขายก็ตามมา หนักหน่วงต่อเนื่อง จนบางที ก็ลงมาเกินเหตุนะครับ จริงอยู่ เวลาที่กระแสข่าวร้ายกำลังมาแรง เราก็ไม่ควรจะทำเก่ง พายเรือทวนน้ำ ให้เรือล่ม แต่เมื่อโอกาสเข้าเก็บมาถึง มันก็น่าเสี่ยง
ไม่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่กลัว จะไปซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่มั่นใจสุดขีด ก็จะยิ่งเสี่ยงกว่า
“ท่านครับ ทำไมท่านซื้อหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม เขาว่ากันว่า หุ้น 2 ตัวนี้ เจอพิษการเมืองอยู่ไม่ใช่หรอครับ แล้วบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ด้วย ท่านซื้อทำไมครับ เห็นเขาว่าตลาดซบเซาอย่างงี้ โบรกเกอร์เจ๊งระนาว” ผมไปเจ๊าะแจ๊ะ กับเซียนหุ้นชั้นครูท่านหนึ่ง ถามท่านตรงๆเลย จนท่านแทบจะสำลักกาแฟ
“มันลงมาสุดแล้ว ผมก็ซื้อ” ผมยัง งง อยู่ดี ท่านรู้ได้ไงล่ะเนี่ยะว่าลงมาสุดแล้ว
“ก็คุณดูหน่อยสิ ไม่เห็นรึไง หุ้น 3 ตัวนี้ มันนิ่งแล้ว ไม่มีคนอยากขายแล้ว ก็แสดงว่า ราคาหุ้นต่ำเกินไปแล้วไง ไม่มีใครอยากขายแล้วที่ราคานี้ไง เข้าใจไหม” เอาล่ะ ผมพอจะเข้าใจ แต่ลาท่านไปก่อนดีกว่า ท่านกำลังใช้สมาธิอยู่กับหุ้น เดี๋ยวเจ็บตัวเปล่าๆ
ปรากฏการณ์ที่พบเห็นบ่อยในห้องค้า คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ จะขึ้นเครื่องหมายแบล็คลิสต์ให้กับหุ้นที่มีข่าวร้าย แล้วท่องแต่ข่าวร้ายนั้นๆ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ลงมารับข่าวร้ายจนเกินเหตุแล้วหรือยัง ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ จะยอมจ่ายค่าความนิยมให้กับหุ้นที่มีข่าวดี แล้วท่องแต่ข่าวดีนั้นๆจนขึ้นใจ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ขึ้นมารับข่าวดีไปมากเกินพอแล้วหรือไม่
คนส่วนใหญ่ จึงมักต้องซื้อเป็นคนท้ายๆและขายเป็นคนท้ายๆเสมอ เพราะไม่ได้ทำการประเมินไว้เลย ว่าราคาหุ้นได้ซึมซับข่าวดีหรือข่าวร้ายนั้น มากพอแล้วหรือยัง
และที่แปลกแต่จริง ...... เวลาราคาหุ้นลงมามากจนนิ่งแล้ว ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ เห็นเขาว่าไม่ดี พอขึ้นไปมากแล้ว ก็ไม่กล้าขาย เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะขายหุ้นตัวนี้ เห็นหุ้นกำลังขึ้น
จะทำอะไรก็กลัวเสี่ยง เลยเสี่ยงหนักเลยล่ะคราวนี้ ซื้อก็ช้ากว่าเขาแล้วยังจะขายช้ากว่าเขาอีก
เมื่อคิดจะทำการค้าหุ้น ต้องตัดสินใจไว และ กล้าเสี่ยงครับ
เพราะความไม่ยอมเสี่ยงกับอะไรเลย อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในชีวิต
www.ThaiDayTrade.com
ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต ของการที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
หลายครั้งมาก ที่จุดที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ จุดที่ไม่มีใครอยากซื้อ และ จุดที่ดีที่สุดในการขาย คือ จุดที่ไม่มีใครอยากขาย
หากราคาหุ้นขึ้นไปแรงเกินเหตุ บางทีก็น่าเสี่ยงขายนะครับ และถ้าหุ้นนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ลงมาเกินเหตุเพราะตลาดไม่ดี และราคาหุ้นก็หยุดการไหลลงได้แล้ว ก็น่าเสี่ยงซื้อเช่นกัน
ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนกลุ่มแรกที่จะซื้อหรือขายหุ้นก่อนเสมอ คือ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ซึ่งรู้แนวโน้มของกิจการตัวเองก่อนคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ……… ในช่วงนี้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ ว่าทำไมหุ้นขึ้น หรือ ทำไมหุ้นลง
คนกลุ่มต่อมาที่จะซื้อหรือขาย ในขณะที่หุ้นยังขึ้นหรือลง ไม่มากนัก ได้แก่กลุ่มรายใหญ่ กลุ่มกองทุน ซึ่งกลุ่มนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด และพยายามเกาะแนวโน้มตลอดเวลา
เมื่อคนกลุ่มนี้ ซื้อหรือขาย ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ ที่จะต้องอธิบายปรากฏการณ์ หาเหตุผลมาใส่ให้ได้ ว่าทำไมหุ้นถึงขึ้นหรือทำไมหุ้นถึงลง
วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ สื่อ และ ข้อมูลตามเว็บบอร์ด จะออกมาขยายผล จนข่าวนี้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
เมื่อแรงซื้อของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันซื้อ คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งขายอยู่ ก็รีบถอนที่วางขายออก เพราะกลัวว่า ขายแล้ว เดี๋ยวมันจะขึ้น ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะวิ่งรอข่าวดีนั้นมาเป็นเดือน จนเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็นแล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว ราคากลับมาเท่าทุนซะแล้ว
ในทำนองเดียวกัน ครับ เมื่อแรงขายของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันขาย คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ลงไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งซื้ออยู่ ก็รีบถอนที่วางซื้อออก เพราะกลัวว่า ซื้อแล้ว เดี๋ยวมันจะลง ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะไหลลงรอรับข่าวร้ายนั้นมาเป็นเดือน จนเกินเหตุกว่าที่ควรจะเป็น แล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว วิ่งขึ้นไปไหนต่อไหนซะแล้ว
เคยเห็นบ่อย ใช่ไหมครับ ผลประกอบการออกมาแย่ หุ้นกลับดีดขึ้นทันที แต่พอผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นดันร่วงลงซะอย่างงั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พี่คนหนึ่ง เธอเล่าให้ผมฟังว่า จะซื้อหุ้นบริษัท ABC เพราะญาติเธอเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนี้ บอกเธอมาว่า บริษัทกำลังจะได้งานประมูลเป็นหมื่นล้าน
ผมเองก็หูผึ่งเลยล่ะ ไปดูกราฟหุ้นประกอบ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย โครงสร้างกราฟมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเห็นๆ ถึงมันจะขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งครึ่งเดือนก็ยังไม่เห็นว่าแนวโน้มการขึ้นจะชะลอตัวลงเลย เออ แหะ ท่าทางจะเป็นจริง อย่างที่พี่บอก
“อ้าว เธอซื้อแล้วหรอ พี่ยังไม่ได้ซื้อเลย พี่เห็นว่ามันขึ้นมามากแล้ว อยากจะรอให้ลงมาที่เก่าก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะซื้อ” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาซื้อตอนนี้ แบบว่า ราคามันขึ้นมามากแล้ว
ตลอดเวลา 3 สัปดาห์นับจากนั้น ราคาหุ้นไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาหาพี่อีกเลย จนคนทั้งตลาดเริ่มให้ความสนใจ นักวิเคราะห์ก็รีบทำการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทนั้นในทันที แล้วก็ออกมาแนะนำให้ซื้อหุ้น ABC เพื่อเก็งกำไรข่าวการได้งานโครงการใหญ่
พี่สาวคนสวยของเรา ถึงจะยอมปรับราคาขึ้นมานิดนึง ตามคำแนะนำซื้อเก็งกำไรที่ได้ยินมาแล้ว แต่ราคาก็ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนตัวลงมารับพี่อีกเลย แม้พี่จะใช้ความพยายามในการปรับราคาขึ้นทีละนิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
ในที่สุด วันตัดสินใจก็มาถึงครับ หนังสือพิมพ์หุ้น 3 ฉบับ ต่างพาดหัวข่าวตรงกัน ว่าพรุ่งนี้ จะรู้ผลการประมูล แล้วมีการคาดการณ์กะเก็งกันว่า บริษัท ABC จะได้งานแน่ๆ ...... ราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรง กระโดดขึ้นทะยานไกล ไปแบบเร่งรีบ ในที่สุด ด้วยความกลัวตกรถ พี่สาวก็ตัดสินใจเคาะซื้อเดี๋ยวนั้น ในทันที
วันรุ่งขึ้น ผลประมูลงานใหญ่ออกมา บริษัท ABC ได้งานไปจริงๆด้วย ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมนึง ผมกลับมองว่า นี่เก็งกำไรกันขึ้นมา จนราคาเว่อร์ไปแล้ว เลยขายเอากำไรออกมาก่อน ขายทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในตลาดที่เพิ่งทราบข่าวดีจากทางหน้าหนังสือพิมพ์กำลังอยากซื้อนั่นแหละ
“อ้าว เธอขายแล้วหรอ ทำไมรีบขายล่ะค่ะ บริษัทกำลังมีข่าวดี ทุกโบรกฯก็เชียร์ซื้อกัน พี่ยังไม่ขายหรอก กลัวขายแล้วไปต่อ เดี๋ยวรอให้ได้กำไรมากๆก่อน แล้วค่อยขาย” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาขายตอนนี้ ก็บริษัทเพิ่งเซ็นงานโครงการหมื่นล้านไปนี่ มันน่าจะขึ้นต่อ
หลังจากที่ข่าวออก ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง แล้วการขายทำกำไรก็ตามมา ดังเช่นขนบธรรมเนียมประเพณีของการเก็งกำไรที่มีมาแต่โบราณกาล
มันเป็นสูตรสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้ “ขายเมื่อมีข่าวลือ, ซื้อเมื่อมีข่าวจริง” ถ้าอยากจะอินเตอร์หน่อย ก็ต้องบอกว่า “Buy on Rumor, Sell on Fact”
“เธอ พี่ยังไม่ได้ขายออกไปเลย ตอนนี้มันกลับมาที่ราคาที่พี่ซื้อแล้วอ่ะ เดี๋ยวมันคงขึ้นเนาะ บริษัทนี้ถือลงทุนได้ ปัจจัยพื้นฐานดี” ...... พี่เธอปลอบตัวเอง พูดเองคิดเองเออเอง และรอคอยวันนั้นมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว
ถ้าหุ้นมีแนวโน้มจะขึ้น แพงแค่ไหน ก็น่าเสี่ยงซื้อครับ หากพลาดขึ้นมา ก็แค่ขายตัดขาดทุน เสียหายเล็กน้อย ดีกว่าไปไล่ซื้อตอนที่ใครๆก็รู้ข่าวดีนั้น แล้วแย่งกันขาย ออกมาแทบไม่ทัน
ในฝั่งของข่าวร้ายก็เช่นกัน ครับ หากหุ้นนั้นมีข่าวร้ายในทางจิตวิทยารออยู่ และใครๆก็ทราบกัน มันก็จะไหลลงมาเรื่อยๆ ท่ามกลางข่าวร้ายที่ออกมาทางสื่อและมาจากบทวิเคราะห์ หากมันปรับตัวลงมาเว่อร์เกิน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กลับน่าหาโอกาสเสี่ยงซื้อมากกว่า
นับตั้งแต่ รัฐบาลของคุณทักษิณ โดนยึดอำนาจ ก็มีคนโยงหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม ว่าจะได้รับผลลบเลวร้ายเป็นผลพวงตามมา นับตั้งแต่วันที่แบ็งค์ชาติออกมาตรการสำรอง 30% ก็มีคนมองว่า หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะเฉา เน่าสุดขีด
เมื่อทุกคน มองในทางลบ แรงขายก็ตามมา หนักหน่วงต่อเนื่อง จนบางที ก็ลงมาเกินเหตุนะครับ จริงอยู่ เวลาที่กระแสข่าวร้ายกำลังมาแรง เราก็ไม่ควรจะทำเก่ง พายเรือทวนน้ำ ให้เรือล่ม แต่เมื่อโอกาสเข้าเก็บมาถึง มันก็น่าเสี่ยง
ไม่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่กลัว จะไปซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่มั่นใจสุดขีด ก็จะยิ่งเสี่ยงกว่า
“ท่านครับ ทำไมท่านซื้อหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม เขาว่ากันว่า หุ้น 2 ตัวนี้ เจอพิษการเมืองอยู่ไม่ใช่หรอครับ แล้วบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ด้วย ท่านซื้อทำไมครับ เห็นเขาว่าตลาดซบเซาอย่างงี้ โบรกเกอร์เจ๊งระนาว” ผมไปเจ๊าะแจ๊ะ กับเซียนหุ้นชั้นครูท่านหนึ่ง ถามท่านตรงๆเลย จนท่านแทบจะสำลักกาแฟ
“มันลงมาสุดแล้ว ผมก็ซื้อ” ผมยัง งง อยู่ดี ท่านรู้ได้ไงล่ะเนี่ยะว่าลงมาสุดแล้ว
“ก็คุณดูหน่อยสิ ไม่เห็นรึไง หุ้น 3 ตัวนี้ มันนิ่งแล้ว ไม่มีคนอยากขายแล้ว ก็แสดงว่า ราคาหุ้นต่ำเกินไปแล้วไง ไม่มีใครอยากขายแล้วที่ราคานี้ไง เข้าใจไหม” เอาล่ะ ผมพอจะเข้าใจ แต่ลาท่านไปก่อนดีกว่า ท่านกำลังใช้สมาธิอยู่กับหุ้น เดี๋ยวเจ็บตัวเปล่าๆ
ปรากฏการณ์ที่พบเห็นบ่อยในห้องค้า คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ จะขึ้นเครื่องหมายแบล็คลิสต์ให้กับหุ้นที่มีข่าวร้าย แล้วท่องแต่ข่าวร้ายนั้นๆ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ลงมารับข่าวร้ายจนเกินเหตุแล้วหรือยัง ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ จะยอมจ่ายค่าความนิยมให้กับหุ้นที่มีข่าวดี แล้วท่องแต่ข่าวดีนั้นๆจนขึ้นใจ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ขึ้นมารับข่าวดีไปมากเกินพอแล้วหรือไม่
คนส่วนใหญ่ จึงมักต้องซื้อเป็นคนท้ายๆและขายเป็นคนท้ายๆเสมอ เพราะไม่ได้ทำการประเมินไว้เลย ว่าราคาหุ้นได้ซึมซับข่าวดีหรือข่าวร้ายนั้น มากพอแล้วหรือยัง
และที่แปลกแต่จริง ...... เวลาราคาหุ้นลงมามากจนนิ่งแล้ว ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ เห็นเขาว่าไม่ดี พอขึ้นไปมากแล้ว ก็ไม่กล้าขาย เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะขายหุ้นตัวนี้ เห็นหุ้นกำลังขึ้น
จะทำอะไรก็กลัวเสี่ยง เลยเสี่ยงหนักเลยล่ะคราวนี้ ซื้อก็ช้ากว่าเขาแล้วยังจะขายช้ากว่าเขาอีก
เมื่อคิดจะทำการค้าหุ้น ต้องตัดสินใจไว และ กล้าเสี่ยงครับ
เพราะความไม่ยอมเสี่ยงกับอะไรเลย อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในชีวิต
www.ThaiDayTrade.com
Wednesday, September 16, 2009
ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 3 : ยิ่งถูกยิ่งซื้อ ยิ่งซื้อยิ่งลง
"การจะเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวใด จะไม่ใช้หลักการว่า ราคาหุ้นยังซื้อขาย ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี และ P/E แล้วจึงเข้าไปลงทุน เพราะหากบริษัทนั้นมีพื้นฐานที่ดีจริง เหตุใดราคาหุ้นจึงไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามมูลค่าทางบัญชีและ P/E" …….. สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์ (เสี่ยแตงโม) เซียนหุ้น หาดใหญ่ จาก "ช่างตัดผม" ผันสู่ นักลงทุน "พันล้าน"
การเล่นหุ้น มันก็คือการค้าขาย ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า Stock trading แต่ไฉน พอแปลเป็นไทย กลายเป็น เล่นหุ้น ไปได้
ในเมื่อเราจะหาหุ้นมาขาย ก็ถูกแล้วครับ ที่จะต้องหาซื้อหุ้น ที่จะขายได้แพงกว่าต้นทุน มันถึงจะมีกำไร
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น สำหรับ นักธุรกิจมืออาชีพ ก็คือ ต้องมองให้ออก ว่า เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ หรือ สินค้าเหล่านั้น ตกรุ่นหรือยัง
ถ้าคนหมดความนิยม แฟชั่นล้าสมัย มีสินค้ารายใหม่ที่น่าสนใจกว่าเข้ามาแข่ง ของที่เคยขายได้แพง ก็จะราคาตก
โทรศัพท์มือถือ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สมัยที่โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกๆ เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ อาจจะเครื่องละ 8 หมื่นก็ได้ แต่ถ้าเอารุ่นนั้น มาขายให้ท่านตอนนี้ ในราคา 20,000 บาท ท่านจะซื้อไหมครับ …………. อย่าว่าแต่ 20,000 เลย 500 ผมยังไม่ซื้อเลยนะ
เวลาหุ้นลง เห็น อากง อาม่า หรือ แม้กระทั่ง เด็กจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ชอบถามหาแนวรับจัง คนไทยเนี่ยะเป็นนักช๊อปปิ้งอันดับต้นๆของโลกเลย ซื้อเก่ง แต่ขายไม่เป็น ชอบซื้อ แต่ลังเลอิดออดที่จะขาย
เวลาสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ราคาแพง ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะจะรอซื้อถูก พอตกรุ่นขึ้นมา กลับแย่งกันซื้อจริงๆ ซื้อแล้วจะไปขายใครล่ะครับ
แล้วพวกเรารู้กันหรือปล่าวครับ ว่าตอนหุ้นตก มันจะตกไปถึงตรงไหน หลายท่านกลัวจะไม่ได้ซื้อราคาถูก จนลืมคิดไปว่าจะขายได้แพงกว่าที่ซื้อหรือไม่ ส่วนนักวิเคราะห์ ก็หาแนวรับมาให้ได้เรื่อยแหละ
หุ้นบริษัทเดินเรือฝรั่ง เป็นหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ……. สมัยรุ่งเรือง มันก็เติบโตสดใส ราคาขยับไปไกลถึง 60 บาทกว่า
เมื่อมันขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ค่าระวางเรือถดถอย เทศกาลขายทำกำไรก็เกิดขึ้น
นักวิเคราะห์ออกมายกยอ สรรหาเหตุผลสารพัด แม่น้ำทั้งห้า โขง ชี มูล เจ้าพระยา ท่าจีน ถูกชัก มาบรรยายให้เห็นคุณงามความดีของหุ้นเดินเรือ พร้อมบอกว่า ราคาลงมาที่แนวรับ 55 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็เข้าไปตั้งซื้อที่ 55 หวังว่าจะเอาไปขายที่ 60 กว่าบาท
หลังจากซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 50 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็ไปตั้งซื้อที่ 50 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะได้ลดลงหลังจากซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 45 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็ไปตั้งซื้อที่ 45 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะได้ลดลงมากๆ
หลังจากซื้อแล้วยังลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 40 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ หุ้นตัวนี้ พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง พวกเราก็จำขึ้นใจ “พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง” แล้วก็พากันไปตั้งซื้อที่ 40 เพราะหวังเห็นว่า มันลงมามากแล้ว
พอราคาลงมาใกล้ 25 บาท นักวิเคราะห์ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ครั้นจะเสี่ยงซื้อ ก็ไม่มีเงินซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนซะแล้ว
พอหลุด 25 บาท ลงมา นักวิเคราะห์คนเดิมกลับมาอีกครั้ง พร้อมบอกว่า อ้อ หุ้นเดินเรือตัวนี้ เราปรับประมาณการลงแล้ว เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ขาย” …. แป่ววว Blah Blah (ฮาไม่ออกเลยคราวนี้)
หลังจากขายทิ้งไปได้ไม่นาน หุ้นเดินเรือตัวนั้น กลับเดินหน้าขึ้นรอบใหม่ อย่างต่อเนื่อง อีกต่างหาก
ป๋าบุญชัย พร่ำสอนมาตลอด เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามหาแนวรับ เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามว่าจะซื้อจุดไหนดี มันก็กะเก็งกันทั้งนั้นแหละ เก็งว่าตรงนั้น Low เก็งว่าตรงนี้ Low
“มันทำ low เมื่อไหร่ แล้วไม่ วก กลับไปทำ new low ก็นั่นแหละ low จริง ….. รอซื้อ ตอนมันฟื้นตัว ยังถูกกว่าซื้อถัวมาตลอดทาง” ป๋าบุญชัย อดีตเทรดเดอร์มือทองกองทุนข้ามชาติ ร่ายกลยุทธ์การซื้อหุ้นถูกจังหวะตามแบบฉบับรายใหญ่ในตลาดให้ฟัง
ง่ายไหมครับ เล่นหุ้นสไตล์ป๋าบุญ ถ้าลง ก็ปล่อยมันลงจนสุดก่อน พอฟื้นตัว เข้าซื้อแพงกว่า Low นิด ก็ยังไม่สาย
แต่ไม่วายได้ยินคนบ่น “ไม่ซื้อหรอก ถ้าไม่ได้ราคา low” ….. โถ เวรกรรม จ้องจะซื้อที่ Low ให้ได้ ว่างั้น
แล้วทำไม เซียนหุ้นพันล้านไม่ชอบซื้อของถูก เวลาที่มันกำลังไหลลงกันล่ะ เดี๋ยวย่องๆ ไปห้อง VIP ของห้องค้าหลักทรัพย์กัน ผมอยากจะไปสอบถามแนวคิด
“อ้าว คุณ ถ้าเมื่อไหร่ ยิ่งซื้อหุ้น ยิ่งได้ของถูก ยิ่งซื้อ ต้นทุนยิ่งลดลง ซวยเลยนะ แสดงว่า เราผิดแล้ว แย่แล้ว ไม่ดีแล้วล่ะ นั่นแหละ หุ้นหมดรอบแล้ว กำลังลดราคาล้างสต๊อค” …. เสี่ย “ม.” เซียนหุ้นพันล้าน ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม พูดดังฟังชัด สอนสั่งกบในกะลาอย่างผม
นี่คือ ความต่างระหว่างพ่อค้าหุ้นที่ยิ่งใหญ่ กับ พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่สมัครเล่น จริงๆ
ยังมีนักลงทุนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งครับ ที่ไม่นิยมซื้อหุ้นยอดฮิตที่กำลังดิ่งลงจากที่สูง แต่ชอบแสวงหาหุ้นที่ราคาต่ำเตี้ยติดดิน และ มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยคิดว่า ซื้อของได้ถูกกว่ามูลค่าทางบัญชี แล้วรอคอยด้วยหวังว่า สักวันหนึ่ง เดี๋ยวมันก็จะขึ้นมาได้ เพราะที่ผ่านมา ราคามันก็ต่ำพอแล้ว
ความคิดดูเหมือนจะดี แต่เราจะรู้ได้ยังไงครับ ว่าที่ราคาถูก เป็นเพราะคนในตลาดเลิกให้ความสำคัญกับมันไปแล้วหรือยัง
ฟันธงเลยครับ ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้นที่ราคาลงมามากแล้ว ราคาต่ำเตี้ยติดดินแล้ว และ ราคาหุ้นนั้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีด้วย ล้วนเงินจม หรือไม่ก็เสียหายหนัก ในภายภาคหน้า
ถ้าหุ้นนั้นมีอนาคต เจ้าของเขาไม่เห็นหรอครับ? กองทุนและต่างชาติ รวมทั้งรายใหญ่ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบบัญชี นายธนาคาร เขาไม่เห็นหรอ?
และถ้าเขาเห็น แล้วอัดฉีดเม็ดเงินกว้านซื้อหุ้นตัวนั้น ราคามันจะไม่กระดิกขึ้น จนแพงกว่ามูลค่าทางบัญชี ในเวลาอันรวดเร็ว หรือครับ
ทำไมไม่มีใครสน? มีอะไรที่ข้อมูลในงบดุล งบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสด ยังไม่ได้บอกเรา?
ในโลกนี้ มีเพียงเรา เท่านั้นหรือครับ ที่เล็งเห็นว่า หุ้นตัวนี้ มีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
จริงๆแล้ว ผู้จัดการกองทุน หรือ นักลงทุนต่างชาติ หรือ นักลงทุนรายใหญ่ เขาไม่ได้สนด้วยซ้ำไป ว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มากน้อยขนาดไหน ราคาถูกขนาดไหน เวลาเขาเฟ้นหาหุ้นในดวงใจ เขามองไปที่แนวโน้มของกิจการ เขาไปมองที่อนาคตมากกว่า
หุ้นลงทุนของกองทุนทั้งไทยเทศ จึงมีแต่หุ้นที่ราคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีทั้งนั้น เพราะหุ้นมันมี “ความต้องการซื้อ” สูงเกินกว่า ปริมาณหุ้น ที่ผู้ถือหุ้นนั้น ขนออกมาวางขาย ราคาของหุ้นที่ดี มีอนาคต จึงไม่ควรต่ำไปกว่ามูลค่าทางบัญชี
สังเกตง่ายๆ หุ้นตัวไหน ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มันก็จะต่ำอย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือน กี่ปี ก็ตาม
www.ThaiDayTrade.com
การเล่นหุ้น มันก็คือการค้าขาย ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า Stock trading แต่ไฉน พอแปลเป็นไทย กลายเป็น เล่นหุ้น ไปได้
ในเมื่อเราจะหาหุ้นมาขาย ก็ถูกแล้วครับ ที่จะต้องหาซื้อหุ้น ที่จะขายได้แพงกว่าต้นทุน มันถึงจะมีกำไร
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น สำหรับ นักธุรกิจมืออาชีพ ก็คือ ต้องมองให้ออก ว่า เสื้อผ้า โทรศัพท์มือถือ หรือ สินค้าเหล่านั้น ตกรุ่นหรือยัง
ถ้าคนหมดความนิยม แฟชั่นล้าสมัย มีสินค้ารายใหม่ที่น่าสนใจกว่าเข้ามาแข่ง ของที่เคยขายได้แพง ก็จะราคาตก
โทรศัพท์มือถือ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สมัยที่โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกๆ เข้ามาเมืองไทยใหม่ๆ อาจจะเครื่องละ 8 หมื่นก็ได้ แต่ถ้าเอารุ่นนั้น มาขายให้ท่านตอนนี้ ในราคา 20,000 บาท ท่านจะซื้อไหมครับ …………. อย่าว่าแต่ 20,000 เลย 500 ผมยังไม่ซื้อเลยนะ
เวลาหุ้นลง เห็น อากง อาม่า หรือ แม้กระทั่ง เด็กจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ชอบถามหาแนวรับจัง คนไทยเนี่ยะเป็นนักช๊อปปิ้งอันดับต้นๆของโลกเลย ซื้อเก่ง แต่ขายไม่เป็น ชอบซื้อ แต่ลังเลอิดออดที่จะขาย
เวลาสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ราคาแพง ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะจะรอซื้อถูก พอตกรุ่นขึ้นมา กลับแย่งกันซื้อจริงๆ ซื้อแล้วจะไปขายใครล่ะครับ
แล้วพวกเรารู้กันหรือปล่าวครับ ว่าตอนหุ้นตก มันจะตกไปถึงตรงไหน หลายท่านกลัวจะไม่ได้ซื้อราคาถูก จนลืมคิดไปว่าจะขายได้แพงกว่าที่ซื้อหรือไม่ ส่วนนักวิเคราะห์ ก็หาแนวรับมาให้ได้เรื่อยแหละ
หุ้นบริษัทเดินเรือฝรั่ง เป็นหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ……. สมัยรุ่งเรือง มันก็เติบโตสดใส ราคาขยับไปไกลถึง 60 บาทกว่า
เมื่อมันขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ค่าระวางเรือถดถอย เทศกาลขายทำกำไรก็เกิดขึ้น
นักวิเคราะห์ออกมายกยอ สรรหาเหตุผลสารพัด แม่น้ำทั้งห้า โขง ชี มูล เจ้าพระยา ท่าจีน ถูกชัก มาบรรยายให้เห็นคุณงามความดีของหุ้นเดินเรือ พร้อมบอกว่า ราคาลงมาที่แนวรับ 55 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็เข้าไปตั้งซื้อที่ 55 หวังว่าจะเอาไปขายที่ 60 กว่าบาท
หลังจากซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 50 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็ไปตั้งซื้อที่ 50 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะได้ลดลงหลังจากซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 45 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ พวกเราก็ไปตั้งซื้อที่ 45 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะได้ลดลงมากๆ
หลังจากซื้อแล้วยังลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับถัดไปอยู่ที่ 40 บาท ถือเป็นโอกาสในการซื้อ หุ้นตัวนี้ พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง พวกเราก็จำขึ้นใจ “พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง” แล้วก็พากันไปตั้งซื้อที่ 40 เพราะหวังเห็นว่า มันลงมามากแล้ว
พอราคาลงมาใกล้ 25 บาท นักวิเคราะห์ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ครั้นจะเสี่ยงซื้อ ก็ไม่มีเงินซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนซะแล้ว
พอหลุด 25 บาท ลงมา นักวิเคราะห์คนเดิมกลับมาอีกครั้ง พร้อมบอกว่า อ้อ หุ้นเดินเรือตัวนี้ เราปรับประมาณการลงแล้ว เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ขาย” …. แป่ววว Blah Blah (ฮาไม่ออกเลยคราวนี้)
หลังจากขายทิ้งไปได้ไม่นาน หุ้นเดินเรือตัวนั้น กลับเดินหน้าขึ้นรอบใหม่ อย่างต่อเนื่อง อีกต่างหาก
ป๋าบุญชัย พร่ำสอนมาตลอด เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามหาแนวรับ เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามว่าจะซื้อจุดไหนดี มันก็กะเก็งกันทั้งนั้นแหละ เก็งว่าตรงนั้น Low เก็งว่าตรงนี้ Low
“มันทำ low เมื่อไหร่ แล้วไม่ วก กลับไปทำ new low ก็นั่นแหละ low จริง ….. รอซื้อ ตอนมันฟื้นตัว ยังถูกกว่าซื้อถัวมาตลอดทาง” ป๋าบุญชัย อดีตเทรดเดอร์มือทองกองทุนข้ามชาติ ร่ายกลยุทธ์การซื้อหุ้นถูกจังหวะตามแบบฉบับรายใหญ่ในตลาดให้ฟัง
ง่ายไหมครับ เล่นหุ้นสไตล์ป๋าบุญ ถ้าลง ก็ปล่อยมันลงจนสุดก่อน พอฟื้นตัว เข้าซื้อแพงกว่า Low นิด ก็ยังไม่สาย
แต่ไม่วายได้ยินคนบ่น “ไม่ซื้อหรอก ถ้าไม่ได้ราคา low” ….. โถ เวรกรรม จ้องจะซื้อที่ Low ให้ได้ ว่างั้น
แล้วทำไม เซียนหุ้นพันล้านไม่ชอบซื้อของถูก เวลาที่มันกำลังไหลลงกันล่ะ เดี๋ยวย่องๆ ไปห้อง VIP ของห้องค้าหลักทรัพย์กัน ผมอยากจะไปสอบถามแนวคิด
“อ้าว คุณ ถ้าเมื่อไหร่ ยิ่งซื้อหุ้น ยิ่งได้ของถูก ยิ่งซื้อ ต้นทุนยิ่งลดลง ซวยเลยนะ แสดงว่า เราผิดแล้ว แย่แล้ว ไม่ดีแล้วล่ะ นั่นแหละ หุ้นหมดรอบแล้ว กำลังลดราคาล้างสต๊อค” …. เสี่ย “ม.” เซียนหุ้นพันล้าน ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม พูดดังฟังชัด สอนสั่งกบในกะลาอย่างผม
นี่คือ ความต่างระหว่างพ่อค้าหุ้นที่ยิ่งใหญ่ กับ พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่สมัครเล่น จริงๆ
ยังมีนักลงทุนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งครับ ที่ไม่นิยมซื้อหุ้นยอดฮิตที่กำลังดิ่งลงจากที่สูง แต่ชอบแสวงหาหุ้นที่ราคาต่ำเตี้ยติดดิน และ มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยคิดว่า ซื้อของได้ถูกกว่ามูลค่าทางบัญชี แล้วรอคอยด้วยหวังว่า สักวันหนึ่ง เดี๋ยวมันก็จะขึ้นมาได้ เพราะที่ผ่านมา ราคามันก็ต่ำพอแล้ว
ความคิดดูเหมือนจะดี แต่เราจะรู้ได้ยังไงครับ ว่าที่ราคาถูก เป็นเพราะคนในตลาดเลิกให้ความสำคัญกับมันไปแล้วหรือยัง
ฟันธงเลยครับ ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้นที่ราคาลงมามากแล้ว ราคาต่ำเตี้ยติดดินแล้ว และ ราคาหุ้นนั้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีด้วย ล้วนเงินจม หรือไม่ก็เสียหายหนัก ในภายภาคหน้า
ถ้าหุ้นนั้นมีอนาคต เจ้าของเขาไม่เห็นหรอครับ? กองทุนและต่างชาติ รวมทั้งรายใหญ่ ผู้บริหาร ผู้ตรวจสอบบัญชี นายธนาคาร เขาไม่เห็นหรอ?
และถ้าเขาเห็น แล้วอัดฉีดเม็ดเงินกว้านซื้อหุ้นตัวนั้น ราคามันจะไม่กระดิกขึ้น จนแพงกว่ามูลค่าทางบัญชี ในเวลาอันรวดเร็ว หรือครับ
ทำไมไม่มีใครสน? มีอะไรที่ข้อมูลในงบดุล งบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสด ยังไม่ได้บอกเรา?
ในโลกนี้ มีเพียงเรา เท่านั้นหรือครับ ที่เล็งเห็นว่า หุ้นตัวนี้ มีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
จริงๆแล้ว ผู้จัดการกองทุน หรือ นักลงทุนต่างชาติ หรือ นักลงทุนรายใหญ่ เขาไม่ได้สนด้วยซ้ำไป ว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มากน้อยขนาดไหน ราคาถูกขนาดไหน เวลาเขาเฟ้นหาหุ้นในดวงใจ เขามองไปที่แนวโน้มของกิจการ เขาไปมองที่อนาคตมากกว่า
หุ้นลงทุนของกองทุนทั้งไทยเทศ จึงมีแต่หุ้นที่ราคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีทั้งนั้น เพราะหุ้นมันมี “ความต้องการซื้อ” สูงเกินกว่า ปริมาณหุ้น ที่ผู้ถือหุ้นนั้น ขนออกมาวางขาย ราคาของหุ้นที่ดี มีอนาคต จึงไม่ควรต่ำไปกว่ามูลค่าทางบัญชี
สังเกตง่ายๆ หุ้นตัวไหน ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มันก็จะต่ำอย่างนั้นตลอดไป ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือน กี่ปี ก็ตาม
www.ThaiDayTrade.com
Subscribe to:
Posts (Atom)