Tuesday, September 29, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 9 : ย้อนรอย วัฏจักรตลาดหุ้น

ก่อนที่เราจะไปดูกลลวงเจ้ามือ กลเม็ดรายใหญ่ในตอนต่อจากนี้ไป เรามาเริ่มย้อนรอย ตามดูวัฎจักรของตลาดหุ้นกันก่อน ดีกว่าครับ ว่าแต่ละช่วง ตลาดมีอาการอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพว่าในแต่ละรอบ ผู้เล่นแต่ละกลุ่มเขาทำอะไรกันบ้าง

วัฏจักรตลาดหุ้น ช่วงรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด

อาการของตลาดในช่วงรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด สังเกตได้ไม่ยากครับ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดคึกเป็นม้าดีดกะโหลก ราคาหุ้นปรับขึ้นแบบเว่อร์แล้วยังมีเว่อร์อีก สื่อฯและนักวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นสุดลิ่มทิ่มประตู หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ ต่างพากันคึกคักถ้วนหน้าจากปริมาณการซื้อขายล้นทะลัก สายโทรศัพท์ของมาร์เก็ตติ้งก็ไม่เคยว่าง ผู้คนคึกคักและต่างพากันยิ้มแย้มเต็มห้องค้าฯ

หลังจากนั้นไม่นาน ตลาดจะแสดงอาการประหลาดๆให้เห็น เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่าจะปรับฐานแล้วนะ

ช่วงนี้ ปริมาณการซื้อขายต่อวันยังมากอยู่ครับ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังมีความหวัง แต่ราคาหุ้นหรือดัชนีตลาด ชักจะเริ่มไม่ขยับแล้ว อาจจะมีอาการแตะจุดสูงสุดเดิมซ้ำๆแต่ไม่ผ่านซะทีให้เห็น แล้ว วันต่อๆมา จุดสูงสุดของดัชนีก็ค่อยๆต่ำลง พร้อมๆกับจุดต่ำสุดของดัชนีก็ลดลงด้วยเช่นกัน

ในช่วงนี้ ปริมาณการซื้อขายใน อินเด็กซ์ฟิวเจอร์ ค่อยๆหดหาย จำนวนสถานะคงค้างในตลาดฟิวเจอร์ก็เริ่มหดตัว พร้อมทั้งราคาอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ที่เริ่มปรับลง

มือใหม่ ที่อดทนรอ ไม่กล้าซื้อหุ้นในตอนแรก เพราะมัวแต่รอให้หุ้นราคาถูกก่อน เริ่มตัดสินใจซื้อหุ้นในช่วงนี้แหละครับ เพราะกลัวตกรถ …… หลังจากรอคอยมานานแสนนาน แต่หุ้นก็วิ่งหนีขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อหุ้นหยุดรอ หรือ อ่อนตัวลงมาให้ซื้อ มือใหม่จึงตัดสินใจซื้อหุ้นทันที ด้วยความคิดว่า หุ้นคงจะไม่ลงแล้วล่ะ

เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็เห็นใจมือใหม่ครับ เริ่มขนหุ้นของตนมาวางขายทีละเล็กทีละน้อยแบบเงียบๆ พอปริมาณหุ้นที่วางขายมีคนมาซื้อจนหมดไป เขาก็จะขนหุ้นออกมาเติมขาย ให้มือใหม่ได้ซื้อหุ้นมากเท่าที่ใจจะไขว่คว้า

กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ ก็เห็นใจมือใหม่ที่สนใจหุ้นพื้นฐานดีเช่นกัน เริ่มขนหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ในพอร์ตของตน มาวางขายทีละเล็กทีละน้อยแบบเงียบๆ พอปริมาณหุ้นที่วางขายใกล้หมด กองทุนก็จะพากันขนหุ้นมาเติมขายให้อีก

นักเก็งกำไร จะเร่งขายหุ้น และ ทยอยปิดสถานะ “Long” เพื่อทำกำไรใน SET50 Index Futures ก็ช่วงนี้แหละครับ ปริมาณการซื้อขายและจำนวนของสถานะในตลาดฟิวเจอร์จึงลดลงเรื่อยๆ พร้อมด้วยราคาที่ค่อยๆถดถอยลงมา

นักลงทุนระยะยาว ยังสงบนิ่ง สุขุม ท่องคาถา “หุ้นเรา พื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง”

วัฏจักรตลาดหุ้น ช่วงขาลง

หลังจากที่ผ่านช่วงตลาดกระทิงแล้ว อาการของตลาดหมีก็เริ่มปรากฏ

ความคึกคักในตลาดเริ่มลดต่ำลง ดัชนีและราคาหุ้นปรับลงแล้วปรับลงอีกในแต่ละวัน นักวิเคราะห์ยังคงเชียร์ซื้อหุ้น “ราคาหุ้นปรับตัวลงมาถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ”

อาการของช่วงขาลง สังเกตได้ไม่ยากครับ หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะร่วงลงอย่างรวดเร็ว สายโทรศัพท์ของมาร์เก็ตติ้งยังไม่ว่าง เพราะลูกค้าจะชอบโทรมาถามว่า “มีข่าวอะไรไม๊ ทำไมหุ้นลง”, “รับที่ราคาเท่าไหร่ดี ราคามันถูกแล้วจะซื้อถัวเฉลี่ย” ฯลฯ แน๊ะ หุ้นเป็นขาลงแล้ว ยังจะซื้อถมเข้าไปอีก

ในช่วงนี้ ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์กลับมาเพิ่มขึ้นมาก พร้อมๆกับมีการเปิดสถานะในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ส่วนระดับราคาของอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ ทรุดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

มือใหม่ ยังมีความหวัง จำราคาเป้าหมายได้แม่น ดังนั้น หุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ยิ่งร่วงลงมา เลยยิ่งเข้าซื้อ หวังถัวเฉลี่ยต้นทุน ….. ส่วนมือใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อในรอบที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด บังเอิญดันไปเปิดทีวี เจอนักวิเคราะห์พูดอยู่พอดี “ราคาหุ้นปรับตัวลงมาถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ” ก็จะตัดสินใจเข้าซื้อตอนนี้ล่ะ พร้อมทั้งดีใจอีกต่างหากที่ได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่าคราวที่แล้ว

เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถือหุ้นเยอะกว่าเพื่อน และยังไม่ได้ขายอีกตั้งหลายสิบล้านหุ้น เมื่อราคาเริ่มยืนไม่ได้แล้ว ก็ต้องเผ่นหนีตายก่อนเหมือนกันล่ะ ว่าแล้วก็โทรไปหามาร์เก็ตติ้ง “คุณ ขายออกไปก่อน 7 ล้านหุ้น” …… นี่แหละครับ หนีตายของจริง ขายให้ครบ ไม่กำหนดราคา ถึงมิน่าล่ะ บางช่วง หุ้นลงดิ่งมาอย่างเร็ว จนขายกันไม่ค่อยจะทันเลย

กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ ก็มีหุ้นเยอะมากไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะเนี่ยะ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับสไตลล์ และ นโยบายบริหาร ของแต่ละกองทุนแล้วล่ะครับ ว่าจะงัดกลยุทธ์ไหนขึ้นมาใช้ บางกองทุนที่อนุรักษ์นิยมหน่อย ก็อาจจะเก็บหุ้นไว้ดูเล่น แล้วบริหารความเสี่ยงของพอร์ต ด้วยการ Long Put ใน อินเด็กซ์ออพชั่น หรือ เข้า Short ใน อินเด็กซ์ฟิวเจอร์

ส่วนกองทุนไหนที่มีสไตลล์การเล่นรุนแรงในเชิงรุก เขาอาจจะขนหุ้นในพอร์ตออกมาขายก่อนก็ได้ แล้วค่อยซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า กลับคืนมาในภายหลัง โดยเฉพาะกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ด้วยแล้ว อาจจะเพิ่มความกร้าวด้วยการทำธุรกรรม Short Sell โดยยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขายซ้ำ พร้อมๆกับ Short ใน ใน อินเด็กซ์ฟิวเจอร์ เพิ่มเข้าไปอีก เพื่อทำกำไรในช่วงตลาดขาลง อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นักเก็งกำไรก็ไม่รีรอเช่นกัน ในเมื่อตลาดเป็นขาลงแน่ๆ จะรอซื้อหุ้นทำไมให้ป่วยการ ว่าแล้วก็เปิด Short ใน ใน อินเด็กซ์ฟิวเจอร์ อย่างเร่งรีบ ช่วงนี้ ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ และ การเปิดสถานะใหม่ในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ จึงเพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน

นักลงทุนระยะยาว ยังคงสงบนิ่งครับ รอจังหวะซื้อของดีที่ใครต่อใครมาขายลดราคาให้

วัฏจักรตลาดหุ้น ช่วงผีหลอก

หลังจากที่ตลาดร่วงรุนแรง ใครๆก็ทราบดีแล้วว่าหุ้นเป็นขาลง นักวิเคราะห์ก็จะออกมาแนะนำขาย “หุ้นตัวนี้ มันไม่ดี อย่างงี้อย่างงั้น เราแนะนำขาย“

หลังจากนั้นมา ตลาดหุ้นก็ไปไม่รอด เพราะคนที่ซื้อไว้ตลอดทาง เริ่มรับรู้แล้วว่า นี่เป็นขาลง ประกอบกับนักวิเคราะห์ ลดราคาเป้าหมายลงมามากด้วย จนไม่มีใครกล้าถือหุ้นแล้วล่ะ ดังนั้น ถ้าตลาดเด้งสลับขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็นอันต้องเจอแรงขายใส่ ทุกทีไป

ตอนนี้ ถึงราคาหุ้นจะทรุดลงต่ำ จนเตี้ยติดดิน ก็ไม่มีใครกล้าซื้อแล้วครับ ส่วนคนจะขายก็ทำใจขายไม่ได้แล้ว เพราะมันลงมาลึกจนกว่าจะทำใจขายได้ ช่วงนี้ ตลาดจึงวังเวง ความเงียบเหงาก็เข้ามาเยือน มีเสียงหมีนอนกรนให้ได้ยินเป็นระยะๆ ผู้คนในห้องค้าหดหาย ปริมาณการซื้อขายบางเฉียบ หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ตายเรียบ มาร์เก็ตติ้งนั่งหาวบ้าง นั่งหลับบ้าง ลากิจ ลาป่วยบ้าง ตามแต่จะอ้าง ตลาดช่วงนี้สังเกตได้ง่ายใหญ่ ถ้าท่านโทรไปหามาร์เก็ตติ้งของท่านทีไร ก็โทรติดง่ายแสนง่าย แถมได้คุยด้วยนานๆทุกทีไป ก็แสดงว่า ตลาดกำลังอยู่ในช่วงผีหลอกแล้วล่ะครับ

ในช่วงนี้ ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์หดหาย สถานะในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ก็ลดลงอย่างมากมาย ส่วนระดับราคาของอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ ก็เริ่มนิ่งๆแล้วเช่นกัน

มือใหม่ เริ่มหมดหวัง แถมเงินก็หมดแล้วอีกต่างหาก เพราะทยอยซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุนมาตลอดทาง ตอนนี้ราคาหุ้นถูกกว่าเก่าตั้งเยอะด้วย แต่ไม่มีเงินซื้อแล้วล่ะ ถึงมีเงินซื้อ ก็ไม่อยากจะซื้อแล้ว พร้อมกับนั่งเฝ้าหน้าจอ รอวันเวลา ให้หุ้นในพอร์ตตนกลับขึ้นมาถึงต้นทุนซักที

เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นใหญ่ เห็นว่าแรงขายเริ่มหมด ราคาหุ้นเริ่มนิ่ง ต่างก็เข้ามาตั้งรับ ทยอยซื้อคืนหุ้นของตน ที่ขายทิ้งลงมาก่อนหน้านั้น

กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เริ่มทยอยปิดสถานะในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ กองทุนไหนที่เคยขายหุ้นลงมาก่อนหน้านั้น ก็ใช้จังหวะนี้เข้าทยอยซื้อหุ้นคืน ส่วนกองทุนที่ไปยืมหุ้นของโบรกเกอร์มาขาย ก็เริ่มซื้อคืนหุ้นไปส่งมอบคืนเจ้าของ

นักเก็งกำไร ก็ใช้โอกาสนี้ เข้าปิดสถานะในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ เช่นกัน

นักลงทุนระยะยาวเริ่มเล็งเห็นแล้วครับ ว่าขณะนี้ หุ้นในดวงใจของตน ราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเกินเหตุแล้ว เขาจึงใช้โอกาสนี้แหละครับ กวาดซื้อหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ราวกับเป็นช่วงโปรโมชั่น ลดกระหน่ำวังเวงแกรนด์เซลล์

วัฏจักรตลาดหุ้น ช่วงสะสม

อาการของตลาดในช่วงสะสมครั้งใหม่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา หลังจากที่เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมทั้งบรรดากองทุน และ นักลงทุนระยะยาว เริ่มเข้าเก็บหุ้นกัน หลังจากที่เห็นแล้วว่า ณ ราคานี้ ไม่มีใครอยากขายแล้ว ณ ตรงนี้แรงขายหมดแล้ว

เมื่อราคาและดัชนีหยุดไหลลงได้ ก็ถึงคราวที่มูลค่ากิจการ และมูลค่าสินทรัพย์ที่ต่ำเตี้ยติดดิน ควรจะฟื้นคืนสู่มูลค่าที่แท้จริงของมันได้แล้ว ใช่ไหมครับ

ในช่วงนี้ ความมั่นใจยังไม่มากนัก ราคาหุ้นและดัชนีจะเริ่มปรับขึ้นทีละเล็กละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป

ในตลาดฟิวเจอร์ก็ยังคงเงียบอยู่ มีปริมาณการเทรดและการเปิดสถานะใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ระดับราคาของอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ส่วนมือใหม่ เลิกดูหุ้น เลิกตามตลาดไปตั้งนานแล้วครับ หวังว่า มาถึงทุนอีกที จะขายให้เกลี้ยงเลย เลิกๆๆจริงๆด้วย

เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เร่งทยอยซื้อคืนหุ้นของตนต่อเนื่อง มีการเคาะขวาซื้อหุ้นทีละช่อง 2 ช่องให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว เพราะเท่าที่เก็บหุ้นของตนคืนในช่วงที่ผ่านมา ยังเก็บคืนได้น้อยมากเมื่อเทียบกับที่ตนขายลงมาในช่วงก่อนหน้านี้

กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เร่งทยอยซื้อหุ้นต่อเนื่องเหมือนกัน มีการเคาะขวาซื้อหุ้นทีละช่อง 2 ช่องให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว เพราะเท่าที่สะสมหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ยังสะสมได้น้อยมาก

นักเก็งกำไรส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยทำอะไรเป็นพิเศษในช่วงนี้ครับ

นักลงทุนระยะยาว ยังคงตั้งหน้าตั้งตา กวาดซื้อหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ต่อเนื่อง ตราบใดที่ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นอยู่มาก

วัฏจักรตลาดหุ้น ช่วงขาขึ้น

ตลาดในช่วงขาขึ้น เป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องของตลาด หลังจากที่เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบรรดากองทุน เร่งรีบซื้อหุ้นให้ครบ ตามที่ตั้งใจ

เมื่อต่างคนต่างซื้อ และ ต่างคนต่างก็อยากได้ของถูก อาการของตลาดในช่วงนี้ที่แสดงให้เราเห็น จึงเป็นภาพของการแย่งกันซื้อ ไม่งั้น เดี๋ยวจะได้ของไม่ครบ หรือหากจะซื้อมาให้ได้ครบก็กลัวจะได้ราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หากมัวแต่รีรอ

ช่วงนี้ ทั้งตลาดหุ้นและตัวหุ้น เริ่มกลับตัวให้เห็นเด่นชัด ปริมาณการซื้อขายเข้ามามาก ดัชนีขยับขึ้นค่อนข้างเร็ว ราคาหุ้นวิ่งแรงขึ้น กลุ่มหลักทรัพย์เริ่มฟื้นนิดๆ

ตลาดฟิวเจอร์ก็ไม่แพ้กัน ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ และ การเปิดสถานะใหม่ในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ก็เริ่มเพิ่มขึ้นมาก โดยระดับราคาของอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ ก็วิ่งขึ้นนำ เสมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าภาวะกระทิงกำลังจะกลับเข้ามาแล้ว

มือใหม่ส่วนหนึ่ง ไม่มีนโยบายเติมเงิน นั่งรอจุดคุ้มทุนอย่างเดียว

มือใหม่อีกส่วนหนึ่ง เงินหมดซะแล้ว เพราะซื้อของถูกถัวเฉลี่ยต้นทุนมาตลอดทาง แต่ก็ยังเจอถูกกว่า แบบไม่รู้จบ

ส่วนมือใหม่อีกกลุ่มหนึ่ง มีเงินนะ แต่ “เดี๋ยวรอให้มันราคาลงมาอีกรอบก่อน แล้วจะซื้อ” ….. หลังจากรอไปสักระยะนึง เห็นหุ้นวิ่งขึ้นไปไกล ไม่กลับลงมาให้ซื้ออีก ก็ปลอบตัวเองไปพลางๆ “เอ มันจะขึ้นจริงๆหรือ ใจเย็นๆน่า เดี๋ยวมันก็คงกลับลงมาให้เราซื้อ” …… หลังจากรอไปอีกสักระยะหนึ่ง เห็นหุ้นวิ่งไปไกลมากๆแล้ว เลยเปลี่ยนความคิดใหม่ “ไม่ซื้อแล้ว มันขึ้นไปมากแล้ว”

ในระหว่างที่มือใหม่คิดแบบนี้ เราไปดูกันครับ ว่า เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นใหญ่ กองทุน และนักเก็งกำไร เขาคิดกันยังไง ทำไมกลุ่มหนึ่งชนะตลอด และทำไมอีกกลุ่มหนึ่งถึงเป็นผู้แพ้ตลอดกาล

เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นใหญ่ กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เร่งรีบซื้อหน้าตั้งซิครับ เพราะนี่เป็นขาขึ้นเห็นๆ ต่างพากันแย่งซื้อก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นไปมาก ในระหว่างนี้ เราจะเห็นการไล่เคาะซื้อทีละ 3 ช่อง 4 ช่องราคา เพื่อให้ได้หุ้นมาก่อนที่ราคาจะวิ่งไปไกลกว่านี้

นักเก็งกำไร ก็ไม่น้อยหน้า ในเมื่อเป็นขาขึ้นแจ่มใส ทำไมจะไม่แย่งเขาซื้อด้วยล่ะครับ ทั้งซื้อหุ้น ทั้ง เปิดสถานะ Long ในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์อย่างเร่งรีบ ทำให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ และ การเปิดสถานะใหม่ในอินเด็กซ์ฟิวเจอร์ กลับมาคึกคักผิดหูผิดตา

ส่วนนักลงทุนระยะยาว เริ่มเข้าสู่ช่วงเสวยสุข เพราะหุ้นที่ตนซื้อลงทุนไว้เริ่มเติบโตเดินหน้า เข้าหามูลค่าที่ควรจะเป็น

วัฏจักรตลาดหุ้น ช่วงรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด

เมื่อทุกคนประจักษ์ชัดว่าเป็นขาขึ้น ความคึกคักก็กลับมาเยือนตลาดอีกหน ทั้งดัชนีตลาดทั้งหุ้นรายตัวต่างก็ทำจุดสูงสุดใหม่กันถ้วนหน้า โดยมีปริมาณการซื้อขายคับคั่งการันตีการขึ้น ระดับราคาตามสัญญาฟิวเจอร์ก็ไม่น้อยหน้า กระดี้กระด้าเฮฮาพร้อมปริมาณการเทรดที่ทะลักเข้ามามหาศาล

นักวิเคราะห์โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ กลับมาเชียร์ซื้อหุ้น พร้อมโม้ซะหน่อย “เราแนะนำซื้อมาอย่างต่อเนื่อง หุ้นปรับตัวขึ้นตามคาด ให้ราคาเป้าหมายเท่าโน้นเท่านี้”

คนกลุ่มอื่นจะเป็นยังไง ก็ช่างเขาเถอะ ห่วงแต่มือใหม่นี่สิครับ ที่เข้าสู่วัฎจักรเดิมๆอีก

ตอนเขาสะสมกัน มือใหม่ก็ไม่มั่นใจ ตอนตลาดฟื้นตัว มือใหม่ก็รอซื้อถูก ตอนตลาดกระทิง มือใหม่ก็บ่นว่ามันขึ้นมามากแล้ว แต่พอตลาดคึกคักสุดขีด นักวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายขึ้น มือใหม่ก็กลัวตกรถ ในที่สุด ซวยซ้ำซวยซากอีกตามเคย มาซื้อเป็นคนสุดท้ายของตลาดเรื่อยเชียว


ในตอนท้ายของปลายตลาดขาขึ้น ก็จะยังคงเป็นภาพเดิมๆ แหละครับ บ่งบอกถึงอาการส่งสัญญาณหมดรอบ

ดังนั้น ถ้าท่านเห็นหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์คึกคักต่อเนื่อง เห็นสายโทรศัพท์ของมาร์เก็ตติ้งไม่ค่อยว่าง เห็นมือใหม่หน้าใหม่มาเปิดบัญชี เห็นผู้คนกลับเข้ามาคึกคักยิ้มแย้มเต็มห้องค้า เห็นนักวิเคราะห์มาปรับเป้าหมายดัชนีตลาด ท่านคงรู้แล้วนะครับ ว่าช่วงนั้น ท่านต้องพร้อมจะขายทำกำไรทุกเมื่อแล้วล่ะ

www.ThaiDayTrade.com

Monday, September 28, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 8 : ขายหมูดีกว่าขายหมา น้ำลายหกดีกว่าน้ำตาตก

ครั้งแรกที่ได้ยิน เสี่ย “ย.” พูด “วิธีแรกที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น คือ อย่าทำให้ตัวเองขาดทุน” …… ขำกลิ้งเลย ….. บ้าหรอ ใครล่ะ ทำให้ตัวเองขาดทุน ใครๆก็ไม่อยากขาดทุนกันทั้งนั้นแหละ ขำอ่ะ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่นั่งสมองกลวงๆ เซียนต้น นักลงทุนรุ่นเยาว์ เศรษฐีหุ้นอายุ 29 มันก็ถามขึ้นมาว่า “พี่ๆ พี่ว่าคนเล่นหุ้นเจ๊ง กับ คนเล่นหุ้นกำไร แบบไหนมีมากกว่ากัน” เราก็ได้ยินแต่ใครๆบ่นว่าเจ๊งๆ ก็เลยตอบว่า “คนเล่นเจ๊ง ซิ น่าจะมากกว่า”

เจ้าต้นยิงคำถามใส่กบในกะลาอย่างผมต่อว่า “รู้ไม๊ ทำไม คนเล่นหุ้นเจ๊ง มีมากกว่า” ตายละซิ ไม่รู้แหะ

แค่คิด ยังไม่ทันจะตอบ เจ้าต้นก็เปิดโปรแกรม Excel โชว์ผลกำไรเป็นเท่าตัวของเขาให้เราอิจฉาเล่น แล้วพูดอย่างมีความสุขและภูมิใจว่า

“พี่ เห็นไม๊ นี่ไง หุ้นที่ต้นถืออยู่ มันปีนเส้นค่าเฉลี่ยมาตลอด แล้วต้นจะขายทำไม ต้นก็ปล่อยกำไรวิ่งไปเรื่อยๆซิ คนส่วนใหญ่นะพี่ พอมีกำไรนิดหน่อยก็ดีใจ ขายกันแล้ว กลัวหุ้นลง แต่แปลกนะพี่ ถ้าหุ้นที่ซื้อแล้วดิ่งลง ดิ่งลง กลับถือได้ทนดีจัง ของต้นนะ หลุดเส้นนี้ลงมาปุ๊ป ก็ขายทิ้ง”

เซียนต้นสอนผม ทำให้ผมเข้าใจ กลยุทธ์ “อย่าขาดทุน” ของ เสี่ย “ย.” ขึ้นมาในทันที แหม โง่อยู่ได้ตั้งนาน

เวลาหุ้นร่วง คนส่วนใหญ่ก็เอาแต่นั่งกอดหุ้น เพราะความกลัวว่าขายแล้วจะขาดทุน ได้แต่นั่งเฝ้ามองหุ้นตัวเองต่ำลง ต่ำลง จน เครียด

หลังจากหุ้นตกไปพอสมควรแล้ว เวลามันดีดกลับขึ้นมา กี่รอบกี่รอบ ก็ไม่เห็นถึงทุนซะที ขณะที่เจ้าต้นเลือกที่จะเสี่ยงขายไปก่อน

“ก็ในเมื่อหุ้นมันจะลง จะไปพะวงเรื่องกำไรอยู่ทำไมล่ะพี่ เดี๋ยวลงสุดแล้ว ต้นกลับไปซื้อคืนใหม่ก็ยังทัน” นี่ ดูความคิดของเซียนต้น นักลงทุนรุ่นเยาว์ เศรษฐีหุ้นอายุ 29 ดูซิครับ ทำไมมันช่างต่างจากคนกลุ่มใหญ่ที่กลัวการขาดทุนจนทุนขาดไปหมดพอร์ตแล้ว ขนาดนี้

ในขณะที่คนกลุ่มใหญ่ นั่งเฝ้าหน้าจอ รอความหวังที่จะขายทิ้งไปในราคาต้นทุน วันแล้ววันเล่า เจ้าต้นกลับสนุกสนานในการซื้อคืน ขายทิ้ง ซื้อคืน ขายทิ้ง ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

เท่าที่ได้ไปสัมภาษณ์พูดคุยกับเซียนหุ้นมา ทุกท่านมีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ครับ

“เวลาหุ้นมีแนวโน้มลง ผมจะขายทิ้งทันที”

“ขายเพื่อไม่ให้กำไรที่อยู่ในพอร์ตกลับไปเป็นขาดทุน”

“ขายแล้วจะขึ้น ก็ไม่เป็นไร ดีกว่ามานั่งเสียใจในภายหลังที่ต้องกลับมาขาดทุน”

อ้อ อย่างงี้นี้เอง เล่นหุ้นร่ำรวยเรื้อรัง ก็เสี่ยทั้งหลายรับมาแต่กำไร ไม่ยอมกลับไปเป็นขาดทุนนี่เอง

เรื่องนี้ ป๋าบุญ ขยายความเพิ่มเติมให้ฟัง

“ในการเล่นหุ้นนั้น ถ้าซื้อแล้ว ถูกทาง ก็ปล่อยมันวิ่ง และทิ้งทันที ถ้ามีแนวโน้มลง ห้ามคิดเด็ดขาดว่ากำไรเพิ่งนิดเดียวเองยังไม่ขายหรอก อย่าไปคิดว่า เมื่อเช้ายังเห็นราคาเท่านี้เท่านี้อยู่เลย ลองวางขายที่ราคานั้นอีกทีซิ เผื่อฟลุ๊ค ถ้ามันมีแนวโน้มร่วงลง ต้องเอาเงินออกมาก่อน อย่ายอมขาดทุน”

ปัญหาในขณะนี้คือ แล้วถ้ามันวิ่งขึ้นๆๆ เราจะขายราคาไหนดี

เซียนหุ้นหลายท่านตอบตรงกันยังกะนัดกันมา “ก็ขายเมื่อเจอตอนะสิ”

อ้าว แล้วตอนั้น สำคัญไฉน

มวลชนมักลังเลที่จะขายเสมอเลยครับ เมื่อเห็นโวลุ่มทะลักเข้าคึกคัก

แต่หลังจากที่ผมได้ยินจากเสี่ยๆทั้งหลายว่า เจอตอ ให้ขาย ผมเลยลองๆสังเกตดู และในที่สุดก็เข้าใจความหมายของตอ

สมมุติตัวเลขแล้วกัน สมมุติ ท่านซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 8 บาท จากนั้น ท่านสังเกตเห็นโวลุ่มเข้ามาต่อเนื่อง พร้อมกับการค่อยๆขยับขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนปิดตลาดที่ราคา 8.40 บาทได้ แบบนี้ยังโล่งครับ ปล่อยกำไรมันวิ่งไปเถอะ

พอวันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์เชียร์ หุ้นก็ดีดดีจัง โวลุ่มเข้ามามากกว่าเมื่อวานอีก ราคาก็ขยับขึ้นแรง จนกระทั่งไปถึง 9 บาทได้ในที่สุด วันนั้น โวลุ่มก็เข้า ราคาก็วิ่งขึ้น แบบนี้ ไม่มีตอครับ

อีกวันถัดมา โวลุ่มเข้ามาแรงเลย นักวิเคราะห์เชียร์อีก ให้คำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 12 บาท เพราะมันดีอย่างนี้อย่างโน้นอย่างนั้น ปรากฏว่า หุ้นคึกกว่าเก่า โวลุ่มมาจากไหนไม่รู้มหาศาล และราคาก็ทะยานแบบทำท่าจะกู่ไม่กลับ แต่แล้วพอถึงราคา 9.70 บาท ราคามันชักจะไม่ค่อยวิ่งขึ้นตามโวลุ่มที่ทะลักเข้ามา หย่อนลงมาได้นิดนึง มีโวลุ่มเข้ามาอีก แต่ก็ไม่ผ่าน 9.70 บาทซะที เรียกง่ายๆก็คือ หุ้นไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แม้ช่วงเย็นของวันก็แล้ว โวลุ่มซื้อยังคงมีมากมายต่อเนื่อง แต่ราคาก็ยังไม่ผ่าน 9.70 บาทเหมือนเดิม

แบบนี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนนะครับ ว่าเจอตอเข้าให้แล้ว

ถึงหุ้นจะคึก ถึงจะมีแรงเชียร์ซื้อ ถึงมีความเสี่ยงที่ขายไปแล้วจะขึ้น อย่างนี้ก็น่าขายหมูออกไปก่อนครับ เพราะท่านกำลังเจอตอ ท่านกำลังเจอรายใหญ่วางขายอยู่ที่ราคา 9.70 ไม่จบไม่สิ้น

เมื่อทุกคนเห็นว่า 9.70 บาท ไม่ผ่าน เมื่อรายใหญ่เห็นว่า ที่ 9.70 ไม่มีใครเคาะซื้อแล้ว มีโอกาสที่แรงขายหนักๆจะตามมา

ผมพบเห็นมามากเลยนะ ผู้คนในห้องค้าที่ไม่กล้าจะขาย ทั้งๆที่เจอตอ เหตุผลง่ายๆที่ได้ยินมาก็คือ

“ไม่ขายล่ะ กลัวขายแล้วมันขึ้น”

“ไม่ขายหรอก ราคาพื้นฐานมันอยู่ที่ 12 บาท”

“จะรีบขายไปทำไมค่ะ เห็นเขาบอกว่า มันดีอย่างนี้อย่างนั้นอย่างโน้น”

อันนี้ก็ไม่แปลกนะครับที่จะไม่ขาย เพราะท่านอาจจะเป็นผู้ยอมรับความเสี่ยงได้สูงก็ได้ ท่านจึงต้องการลุ้นให้ผ่านตอนี้ไปให้ได้ก่อน

แต่ที่แปลกใจก็คือ ผมเห็นผู้คนในห้องค้าจำนวนมากเลย ที่ปล่อยให้กำไรจำนวนมากมาย กลายเป็นขาดทุนได้ด้วย เดี๋ยวไปดูกัน ว่าท่านเหล่านั้นมีเทคนิควิธีทำกำไรให้เป็นขาดทุนอย่างง่ายๆได้อย่างไร

ในช่วงต้นๆ ที่หุ้นมันไม่ผ่านด่านราคานั้นไป พี่ป้าน้าอาในห้องค้า ก็ตั้งลุ้นที่ราคาสูงสุดของวัน หวังฟลุ๊ค ฮั่นแน๊ะ เจอตอแล้วยังหวังจะขายที่ราคาสูงสุดของวันอีก

พอรายใหญ่รู้ตัวว่าเจอตอ เขาก็เริ่มขายทิ้งแล้วล่ะสิ พี่ป้าน้าอา เห็นว่าหุ้นลงซะ ก็ยอมลดราคาขายลงมานิ๊ดนึง ไม่ขายที่ราคาสูงสุดก็ได้

พอรายใหญ่แย่งกันทิ้งหุ้น คราวนี้ หุ้นก็ดิ่งลงเร็วเลยล่ะครับ แทนที่ ผู้คนในห้องค้าจะรีบเอาเงินต้นออกมาก่อน ส่วนใหญ่กลับไปวิ่งหาข่าว หาเหตุผล ว่าหุ้นลงเพราะอะไร

ถามหน่อยเหอะ เวลาเลือดไหลออกมากๆ ทำไงครับ

ห้ามเลือดในทันที ก่อนที่จะตาย หรือ ต้องหาสาเหตุให้ได้ ว่า ทำไมถึงไหล ใครแทง แทงโดนเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นเลือดฝอย แล้วนี่เลือดจะหยุดไหลหรือยัง เลือดจะไหลอีกนานไม๊ ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร ทำไม แบบไหน ….. และอื่นๆอีกมากมาย หลากหลายคำถาม ฯลฯ ก่อนจะหาคำตอบได้ ไม่ตายไปก่อนแล้วรึ

นี่ก็เหมือนกันครับ หุ้นดิ่งลง มัวแต่หาสาเหตุ ไปๆมาๆ ตกเย็นวันนั้น ขาดทุนจนได้ พอขาดทุนก็ยากแล้วล่ะที่จะทำใจขายหุ้นออกมา เพราะเห็นๆอยู่ว่าเมื่อกี้นี้ยังกำไรอยู่เลย

หลังจากนั้นไม่นาน ก็เข้าสู่เทศกาลปรับฐาน หุ้นแต่ละตัวต่ำเตี้ยสาละวัน

หนึ่งเดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก หุ้นที่เราๆท่านๆถืออยู่ ร่วงมาให้ขาดทุนไปแล้วถึง 50% ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะขอแค่คืนทุน หุ้นตัวนั้น ต้องดีดมา 100% เลยนะ มันคงไม่เกิดขึ้นบ่อยหรอกครับ และไม่รู้ด้วยว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน กว่ามันจะกลับขึ้นไปเพียงเท่าทุน

ผู้ที่ประสบความสำเร็จ เขาอยู่กับปัจจุบันครับ ไม่ได้อยู่ด้วยการคาดหวังเลื่อนลอย

ต่อให้รวยแค่ไหน เงินเราก็ถือว่า ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับปริมาณเงินทั้งตลาด

เซียนหุ้นตัวจริงถึงกล่าวอยู่เสมอว่า “ให้ว่าไปตามภาวะตลาด น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง”

ถ้าไม่มั่นใจว่ามันจะไปได้ต่อ ล็อคกำไรออกมาก่อนครับ ภาษิตสำนวนฝรั่งว่าไว้ “When In Doubt, Stay out!” …… หากมีลางสังหรณ์ไม่ดี หรือเจอตอ ต้องเผ่นก่อนเป็นดี

www.ThaiDayTrade.com

Sunday, September 27, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 7 : เกาะไปกับ Fund Flow

"ตอนที่เริ่มสตาร์ท ผมลงเงินไป 500,000 บาท ตอนนั้นเลือกหุ้นที่คิดว่ามี "ราคาถูก" ผมจะซื้อหุ้นที่ราคาตกลงมามากๆ เลือกหุ้นที่มี พี/อี เรโช ต่ำ และซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพาร์ เพราะเราคิดว่าราคาถูก เล่นช่วงแรกเจ๊งมาตลอดจนเหลือเงินอยู่ 180,000 บาท สุดท้ายต้องกลับมาทบทวนใหม่แล้วค่อยๆ เรียนรู้ ถ้ามัวแต่ยึดข้อมูลในอดีต สักวันคงหมดตัวแน่!!!" …….. ท.พ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม (หมอยง) เศรษฐีหุ้น พันล้าน

มวลชนมักจะเลือกซื้อหุ้นถูก ดักซื้อ รอเก็บ เพราะคาดว่า เดี๋ยวมันจะขึ้น

นักวิเคราะห์ก็ออกมาการันตีว่าปัจจัยพื้นฐานดี เราก็อุ่นใจ ใช่ไหมครับ ว่าเดี๋ยวคงจะขึ้น

ส่วนหุ้นเก็งกำไรที่มันลงมาแรงแล้ว เราก็เข้าเก็บเหมือนกัน ด้วยความหวังว่า เดี๋ยวมันคงจะขึ้น

หุ้นที่มีพื้นฐานดี หรือ หุ้นเก็งกำไร ล้วนแต่ราคาลงมามากแล้วทั้งนั้น ดังนั้น เราดักซื้อรอไว้ มันก็น่าจะขึ้น

อย่างที่บอกไว้ในตอนก่อนล่ะครับ ยังไงมันก็ไม่ขึ้นหรอก หากโชเฟอร์ยังหลับอยู่

ทำไมไม่ดูรถที่มีโชเฟอร์สตาร์ทรอจนเครื่องร้อนแล้ว และโชเฟอร์กำลังจะออกรถล่ะครับ

จริงๆแล้ว เซียนหุ้นทั้งหลาย ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ ว่าหุ้นตัวนั้นพื้นฐานดี หรือ หุ้นตัวนั้น เก็งกำไร เขาเลือกตัวที่มันกำลังจะวิ่ง หรือ เพิ่งวิ่ง กันทั้งนั้น

หุ้นที่ดีในมุมมองของคนเล่นหุ้น ควรจะเป็นหุ้นที่เข้าซื้อแล้วมีกำไร อย่าเกี่ยงเลยว่าหุ้นตัวนั้น พื้นฐานดี หรือ หุ้นตัวนั้น เป็นหุ้นปั่น เพราะนักลงทุนจำนวนมากในตลาด ก็ล้วนเคยมีผลขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีมาแล้วทั้งสิ้น

เพราะการลงทุนในหุ้นที่เราสมมุติกันว่า มีปัจจัยพื้นฐานดี มันก็คือ การเก็งกำไรเหมือนกันล่ะครับ เพียงแต่ว่า มันเป็นการเก็งกำไรจากการเก็งมูลค่ากิจการโดยนักวิเคราะห์ ในขณะที่การเล่นหุ้นเก็งกำไรเป็นการเก็งกำไรจากเม็ดเงินที่ไหลเข้าหุ้นตัวนั้นๆโดยนักเล่นหุ้นในตลาด ณ ขณะนั้น หรือที่เรียกให้ดูแย่หน่อยว่า หุ้นปั่น

แต่จะวิเคราะห์แบบไหน ก็เก็งกำไรทั้งนั้นแหละ ไม่งั้น จะกำหนดราคาเป้าหมาย ราคาที่ควรจะเป็นไปทำไม การกำหนดเช่นนั้น ก็คือการเก็งอยู่ดีนะแหละว่า ถ้าคุณซื้อที่ราคานี้ คุณน่าจะขายได้ที่ราคานั้น

คนที่เข้ามาในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่ก็หวังส่วนต่างราคา คาดว่าจะขายได้แพงกว่าราคาที่ตนซื้อมากันทั้งนั้น มีเพียงส่วนน้อยครับ ที่เข้ามาลงทุนระยะยาว เพื่อหวังเพียงเงินปันผล

ดังนั้น หากท่านตกลงปลงใจแล้วว่าจะเข้ามาหากำไรจากส่วนต่างราคา ก็เชื่อว่า หนังสือที่ท่านถืออยู่นี้ จะช่วยปรับปรุงการเทรดของท่านให้ดีขึ้นได้แน่นอน

นี่ ไม่ได้หมายถึง เราสนับสนุนหุ้นปั่นนะครับ แต่ต่างชาติหรือกองทุน หรือ เราๆท่านๆ ซื้อหุ้นก็หวังกำไรกันทั้งนั้น

เก็งว่า รายได้จะเป็นไปตามเป้า เก็งว่าผลประกอบการน่าจะดีขึ้น เก็งว่าต้นทุนน่าจะลดลง เก็งว่าน่าจะได้งานประมูลโครงการใหญ่เข้ามา เก็งว่าต่างชาติจะมาร่วมทุน เก็งว่าราคาขายน่าจะปรับตัวดีขึ้น

ถ้าไม่เก็งกำไร แล้วหุ้นขนาดใหญ่ ราคาตัวละ 100 หรือ 200 บาท จะวิ่งขึ้นไปได้ยังไง วันละ 5% หรือ 8% ทั้งๆที่ ยังไม่รู้เลยว่า รายได้ทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ ผลประกอบการปลายปีจะดีขึ้นจริงหรือไม่ แม้กระทั่งราคาขาย ก็ประเมินยากว่าจะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต เพราะราคาของผลิตภัณฑ์บางอย่าง มันแปรไปตามตลาดโลกเป็นหลัก

มันก็เก็งกำไรกันทั้งนั้นแหละ

เพียงแต่หุ้นตัวไหนที่นักวิเคราะห์อธิบายได้ว่ามันขึ้นเพราะอะไร ก็จะเรียกว่าหุ้นพื้นฐานดี หุ้นตัวไหนหาเหตุมาใส่ผลไม่ได้ ก็จะเรียกว่า หุ้นปั่น

แล้วการที่หุ้นขนาดใหญ่ มีแรงซื้อเข้ามามาก ออกอาการวิ่งขึ้นพรวดๆ ซึ่งเกิดจากการใช้เงินกวาดซื้ออย่างรวดเร็วและรุนแรงภายในวันเดียว ไม่เรียกว่าปั่นหรือครับ ไม่เรียกว่าเก็งกำไรหรือครับ หรือ ปัจจัยพื้นฐานของกิจการสามารถดีวันดีคืนทันตาเห็นภายในเวลาแค่วันเดียว

การวิเคราะห์ตามปัจจัยพื้นฐาน ก็มีรากฐานแก่นแท้ มาจากการเก็งกำไรเหมือนกัน เพียงแต่เรียกให้ดูดีในคำที่แตกต่างกันไป เช่น เรา Estimate ว่า, เรา Forecast ว่า, เรา project ว่า, เรา think ว่า, เรา evaluate ว่า, เรา calculate ว่า, เรา appraise ว่า, เรา compute ว่า ……

จริงๆแล้ว ก็คือ เรา Guess ว่า … นั่นเอง เพราะโลกของความเป็นจริง ใครจะมาทำนายทายได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าเป็นปีๆ เพียงแต่การวิเคราะห์ตามปัจจัยพื้นฐาน มันดีกว่าการเดาสุ่มแทงสูงต่ำ เพราะเป็นการคาดการณ์บนพื้นฐานที่มีหลักมีเกณฑ์

เห็นบางทีให้ ราคาเป้าหมาย 12 เดือน เท่านั้นเท่านี้ พอหุ้นร่วงลงมา “เรายังคงคำแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมายเท่านั้นเท่านี้” พอหุ้นร่วงลงอีก นักวิเคราะห์ก็มาบอกอีก “เรายังคงคำแนะนำให้ซื้อด้วยราคาเป้าหมายเท่านั้นเท่านี้” พอหุ้นร่วงลงสุดๆ นักวิเคราะห์ก็เปลี่ยนคำแนะนำ “อ้อ โทษที เราปรับประมาณการรายได้ลงมาแล้ว เราแนะนำขาย ปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ xxx บาท” แป่ววววววว! นี่ก็แสดงว่า เก็งกำไรผิดแล้วนะซิ

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะเกี่ยงไปทำไมครับว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นพื้นฐาน หุ้นตัวไหนเก็งกำไร

ก็ตัวไหนมันจะวิ่งขึ้น เราก็ซื้อตัวนั้น ไม่ดีกว่าหรือครับ

อ้าว แล้วเราจะรู้ได้ไงล่ะว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น

ผมไปเจอคุณอาคนนึงในห้องค้า แกบอกว่า แกไม่เชื่อใครทั้งนั้น แกวิเคราะห์เอง ว่าแล้ว แกก็วางฟอร์มว่ามีคามรู้ ขอข้อมูลมหาศาลจากทางโบรกเกอร์ เพื่อมาวิเคราะห์หุ้น กว่าท่านจะวิเคราะห์เสร็จ ราคาหุ้นก็ไปไหนต่อไหนแล้วครับ

ถ้าท่านอยากประสพความสำเร็จ อย่าทำเป็นเก่งมาวิเคราะห์หุ้นเอง นอกเสียจากท่านจะมั่นใจว่า ท่านมีความสามารถในการวิเคราะห์บริษัทนั้นๆได้ดีกว่าต่างชาติ กองทุน รายใหญ่ และนักวิเคราะห์

ขนาดกองทุนต่างชาติ ยังต้องมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญมาประจำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเลย แล้วท่านจะเก่งขนาดไหนครับ ถึงจะสามารถประมาณภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราการเจริญเติบโตของจีดีพี อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และ ราคาน้ำมัน ในอนาคต ได้แม่นยำกว่าเขา

ถ้าท่านบอกว่า ท่านวิเคราะห์กิจการเป็น คำถามคือ ท่านสามารถประมาณการความต้องการสินค้า และ อัตราการเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมนั้นๆได้แม่นยำกว่าเขาหรือเปล่า ท่านสามารถประมาณการจำนวนยอดขายและราคาขายในอนาคตได้แม่นยำกว่าเขาหรือเปล่า

ท่านสามารถประมาณการต้นทุนการผลิตในสินค้าแต่ละประเภท ในทุกๆองค์ประกอบของต้นทุนการผลิตได้แม่นยำกว่าเขาหรือเปล่า และ ท่านยังคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารได้แม่นยำกว่าเขาอีกด้วยหรือเปล่า

และกว่าที่ท่านจะวิเคราะห์เสร็จ ราคามันไม่ไปไหนต่อไหนแล้วหรือครับ

ก่อนกองทุนไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเทศก็ตาม จะใส่เม็ดเงินลงทุนในหุ้นแต่ละตัว เป็นพันล้าน หรือ หลายพันล้าน เขาไม่ใช่ไร้สตินะครับ เขาวิเคราะห์ดีกว่าเรา เขามีทีมงาน ข้อมูล และเครื่องมือ ที่สมบูรณ์ครบถ้วนมากกว่าเรา และถ้าเขาวิเคราะห์ผิด กองทุนเขาเสียหายมากกว่าเราเยอะ

รายใหญ่ หรือ เจ้าของกิจการ ก็เช่นกันครับ ก่อนที่เขาจะอัดฉีดเม็ดเงินหลายร้อยล้านเข้าไปในหุ้นเก็งกำไร เขาต้องเช็คกราฟ เช็คข้อมูลภายใน จนเป็นที่แน่นอนแล้ว หรืออาจขอให้นักวิเคราะห์ไปวิเคราะห์มาให้เสร็จสรรพแล้ว เขาถึงจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามา

ก็ในเมื่อมันเป็นเช่นนี้ ทำไมเราจะไม่เกาะติดรายใหญ่ที่เขาทำการบ้านมาดี เกาะติดเม็ดเงินเขาไปล่ะครับ จะมาทำเก่ง นั่งวิเคราะห์พื้นฐานกิจการเองอยู่ทำไม ด๊อกเตอร์ทางการเงินเจ๊งมามากต่อมากแล้ว จริงๆนะครับ

ถ้าช่วงนี้ กองทุนต่างชาติเห็นแนวโน้มปิโตรเคมีดี ท่านจะไปดักซื้อกลุ่มธนาคารนั่งรอทำไมล่ะ ถ้าราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่ง แต่ไปซื้อดักรอในหุ้นกลุ่มรับเหมาก็คนละเรื่อง ถ้ารถคันนี้จะออก ท่านกลับไปหาขึ้นรถเมลล์ที่มีที่นั่งว่างอยู่เพียบ แล้วเมื่อไหร่ท่านจะได้ออกจากท่ารถล่ะครับ

ถ้าท่านจะขายซีดี ก็คงต้องดูว่า ช่วงนี้เขาฮิตอะไร ถึงราคาต้นทุนจะแพงหน่อย ก็ดีกว่าเพลงไทยเดิมต้นทุนต่ำ แต่ไม่รู้จะไปขายใคร ใช่ไหมครับ

หุ้นก็เหมือนกัน ดูสักนิดนึงว่าเม็ดเงินทะลักเข้าไปเล่นกลุ่มไหนกันอยู่ ไม่งั้น ตกรถแน่ แล้วยังชอบมาหลอกตัวเองอีกนะ คนเรา ว่าเดี๋ยวมันก็คงจะมา

มีนักลงทุนฟูลไทม์ อยู่ 2 ท่าน ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นความต่าง ท่านแรกเคยเป็นนักวิเคราะห์มือดีของโบรกเกอร์ดังแห่งหนึ่ง รอบรู้สารพัดที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์หุ้น ส่วนอีกท่านหนึ่งเป็นเซียนหุ้นหลายร้อยล้าน ผู้ชำนาญในการทำกำไร

ท่านแรก ก็อยู่ในตลาดมาพอสมควร โดยเริ่มจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ วิธีการเล่นหุ้นของท่านก็คือ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้นตัวไหน ท่านจะทำการศึกษากิจการของบริษัทมาเป็นอย่างดี แล้วค้นหารายชื่อผู้ถือหุ้น อ่านดูนโยบายบริษัทและนโยบายเงินปันผล แล้วทำการวิเคราะห์งบการเงิน แล้วเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อให้ทราบแนวโน้ม แล้วทำประมาณการกำไรขาดทุนจากการดำเนินงาน จากนั้นทำการประมาณการกระแสเงินสด เพื่อคำนวณหามูลค่ากิจการ เมื่อได้มูลค่ากิจการแล้ว จึงนำเอาจำนวนหุ้นมาหาร ผลลัพธ์ที่ได้คือ ราคาที่ควรจะเป็นต่อหุ้น

ปรากฏว่า เมื่อท่านได้ราคาที่ควรจะเป็นออกมาแล้ว กลับทำใจซื้อไม่ลงอีก เพราะมีคนลุยซื้อไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จนราคาขึ้นไปมาก สูงกว่าราคาที่ควรจะเป็นไปซะแล้ว ท่านเลยต้องเริ่มต้นทำการศึกษาหาหุ้นตัวอื่นแทน

ท่านที่สองคือ เสี่ย ม. ขออภัยที่ต้องพาดพิง …… เสี่ย ม. มีประสบการณ์สูงในตลาด ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ท่านเป็นประเภท “Low profile, High Profit” ไม่โอ้อวด ไม่ขี้โม้ ชอบเก็บตัวอยู่ในห้อง VIP เล็กๆ แต่เก็บโกยกำไรมหาศาล แปลงตลาดหุ้นเป็นเครื่อง ATM ส่วนตัว วันแล้ววันเล่า …… ในช่วงตลาดดีๆ เทรดไปได้ กว่าพันล้านบาทต่อเดือน

กลยุทธ์หลักของ เสี่ย ม. คือ “ยิ่งขึ้น ยิ่งซื้อ” ซึ่งความจริงแล้ว ก็เป็นกลยุทธ์เดียวกันกับเสี่ยพันล้านทั้งหลายที่เคยเรียนร่วมชั้นกันมา ไม่ว่าจะเป็น เสี่ย “ย.” หรือ เสี่ย “ป.” ผู้โด่งดัง

แต่ดูเหมือนว่า กลยุทธ์นี้ จะตรงข้ามกันสุดโต่งกับวิธีการเล่นของคนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น

คนสติปัญญาน้อยๆอย่างผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นอีกปัจจัยนึงหรือเปล่า ที่ทำให้ เซียนต้น นักลงทุนรุ่นเยาว์ เศรษฐีหุ้นฟูลไทม์อายุ 29 สรุปว่า

“คนเล่นหุ้นเจ๊งมีมากกว่าคนเล่นหุ้นแล้วรวย คนส่วนใหญ่ ชอบเข้าซื้อหุ้นตอนที่เขาเลิกเล่นกันหมดแล้ว เพราะมีความรู้สึกว่า ซื้อได้ถูกลง”

แต่ที่แน่ๆ เสี่ยทั้งหลายใช้กลยุทธ์นี้กัน ทุกคน ไม่มียกเว้น

เดี๋ยวไปฟังเสี่ย ม. มั่ง แกคิดยังไง ทำไม ยิ่งขึ้นต้องยิ่งซื้อ

“นี่นะคุณ ถ้ายิ่งซื้อยิ่งขึ้น ยิ่งซื้อยิ่งแพง แปลว่า หุ้นกำลังจะทะยานขึ้น เงินกำลังวิ่งเข้า”

“ก่อนที่เขาจะไล่ซื้อตัวไหนกันมากๆ เขาวิเคราะห์มาหมดแล้ว เราแค่เกาะกระแสเงินเขาไปก็พอ หาให้เจอว่าเงินกำลังวิ่งไปที่ไหน” ความลับของเสี่ยหุ้นที่มวลชนส่วนใหญ่ไม่อยากรู้ ถูกเปิดเผย

“ถ้าผมซื้อไปแล้วมันลง แล้วยังลงอีกให้ผมได้ซื้ออีกเรื่อยๆนะ ซวยแล้ว คุณรู้ปล่าว ถ้ายิ่งซื้อได้ถูกลง ผมจะหยุดเลย สงสัยเราจะผิดแล้ว แล้วถ้ายังลงมาให้ซื้อได้ถูกลงเรื่อยๆอีก ผมขายทิ้งหมด” เสี่ย ม. เผยกลยุทธ์กล้วยๆที่ฝืนความรู้สึกของคนทั่วไป

ยิ่งกลัวยิ่งขึ้น ยิ่งกล้ายิ่งลง

ไม่รู้ ว่า เราถูกปลูกฝังมาหรือเปล่าว่าต้องเลือกซื้อหุ้นที่ถูกๆ จริงๆแล้ว หุ้นถูกมีอยู่เต็มตลาดเลยนะครับ ราคาไม่ถึงมูลค่าทางบัญชีมีเพียบเลย แต่ทำไม ถูกยังไงก็ไม่มีใครเอาล่ะครับ

ถ้าจะพูดจาเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องบอกว่า การเล่นหุ้นให้ได้เงิน ต้องเลือกหุ้นตัวที่มี Demand มากกว่า Supply ที่รองรับได้ ณ ขณะนั้น หุ้นแบบนี้แหละ เสี่ย ม. ชอบบบบบ เพราะเล่นแล้วได้ตังค์

แต่ก็แปลก ตอนขึ้นแรกๆ ไม่ยักจะกล้าเข้าซื้อกัน พอมันขึ้นไปมากๆกลับยิ่งเสียดาย

พอมันลงมาได้ไม่นาน เราก็กลับไปมองว่า ถูกกว่าราคาก่อนหน้านี้ตั้งเยอะ ดังนั้น ยิ่งลงเราเลยยิ่งซื้อกัน เพราะหวังว่า เดี๋ยวมันจะวิ่งกลับขึ้นไปที่เก่า โดยหารู้ไม่ว่า เผลอๆ เขาจะบ้ายบายตัวนี้กันแล้วด้วยซ้ำ


มาถึงตรงนี้ ก็ยังทำใจยากอยู่ดีกับกลยุทธ์ยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ ใช่ไหมครับ

“แล้วถ้าไปซื้อหุ้นตอนราคายิ่งขึ้น มันไม่ยิ่งเสี่ยงหรอกหรือ” ท่านถามผมในใจอยู่แน่เลย บังเอิญผมได้ยินครับ เลยขออนุญาตตอบนอกใจดีกว่า

เมื่อท่านเห็นหุ้นกำลังวิ่งหน้าตั้งขึ้นไป ท่านอาจต้องเช็คราคา เช็คกราฟหน่อยแล้วล่ะครับ

หากหุ้นตัวนั้น เพิ่งฟื้นจากจุดต่ำสุดของราคาขึ้นมาเป็นวันแรกๆ และ ผ่านแนวต้าน เก่าขึ้นมาได้พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่น อย่างนี้ แปลว่า ของจริงครับ “เจ้าเข้าแล้ว” แบบนี้ ยิ่งขึ้นต้องยิ่งซื้อครับ

อยากให้เห็นภาพประกอบหน่อยนึง ขอสมมุติเป็นตัวเลขแล้วกันครับ

หุ้นตัวหนึ่ง พื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ดี แถมเป็นผู้ผูกขาดในอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ แต่การส่งมอบงานที่ล่าช้า ทำให้ผลกำไรที่ผ่านมา ลดลง ราคาหุ้นก็เลยร่วงลงมาโดยตลอด จาก 3 บาท มาเหลือเพียง 2 บาทเท่านั้น

ราคาลงมาถูกแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะลงอีกไหม

สมมุติแล้วกันครับ ว่าผมรู้แน่ๆ ว่าราคาไม่ลงไปกว่านี้อีกแล้ว แต่ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า ราคามันจะขึ้นเมื่อไหร่ ขืนไปซื้อดักไว้ เพียงเพราะว่า มันถูกและปัจจัยพื้นฐานดี เงินทุนของผมอาจจมไปนาน

ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ผมแอบชำเลืองสายตา จ้องมองหุ้นตัวนี้มาโดยตลอดครับ แต่มันไม่เคยแคร์ความรู้สึกผมเลย

ในปลายเดือนที่ 6 ราคาหุ้นค่อยๆฟื้นตัวขึ้นจาก 2.08-2.10 บาท ขึ้นมาชนแถว 2.20 บาทบวกลบ แล้วก็ร่วงลงอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ทุกครั้งที่พยายามขึ้นมา โวลุ่มเทรดน้อยเกินไป แต่เอาเถอะ อย่างน้อย มันก็พยายามตะเกียกตะกายขึ้น โดยไม่กลับไปที่จุดต่ำสุดเดิมอีก

หุ้นแบบนี้ เริ่มน่าสนแล้วครับ หุ้นที่ยกจุดต่ำสุดขึ้นมาเรื่อยๆ ขาดแต่เพียงโวลุ่มที่มากพอเท่านั้นเอง แบบนี้ ยังต้องติดตามมองมันต่อไป

แล้วต้นเดือนที่ 7 วันแห่งการรอคอยก็มาถึง เช้าวันนั้น โวลุ่มทะลักเข้ามามากมาย หลังตลาดหุ้นเปิดได้ไม่นาน แนวต้านแถว 2.20 บาทบวกลบ สามารถผ่านขึ้นไปได้อย่างง่ายดาย พร้อมด้วยโวลุ่มที่ยืนยันการกลับมาของ “เขา” โดยไม่มีทีท่าว่าจะร่วงลงมาต่ำกว่า 2.20 บาทบวกลบอีกเลย

แบบนี้ ต้องลุย!

คนส่วนใหญ่ อาจรู้สึกว่า มันขึ้นมามากแล้ว เพราะมันขึ้นมาตั้งแต่จาก 2 บาท กว่าๆแน๊ะ

คนส่วนใหญ่ อาจต่อรองราคา ตั้งซื้อที่ 2.14 บาท หรือ 2.16 บาท ซึ่งถ้าได้จริง ท่านแย่แน่ แสดงว่า ท่านจะต้องเงินจมต่อไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะถ้าท่านซื้อได้ที่ราคานั้น แสดงว่า มันหลุดแนวรับลงมาแล้ว

สำหรับผม ผมเคาะซื้อทันทีที่มันผ่านด่านเดิมแถว 2.20 บาท ไปได้ครับ และตามซื้ออีก ที่ 2.30 และ 2.34 บาท ซึ่งแต่ละครั้งที่เคาะซื้อ เป็นราคาสูงสุดของวันตลอดเลย เพราะหลังจากเช็คดูแล้ว แนวต้านถัดไป ยังยาวไกลอีกมาก

ส่วนท่านที่รอซื้อที่จุดต่ำสุดของปี แถว 2 บาทต้นๆ หรือ รอซื้อที่ 2.14 บาท หรือ 2.16 บาท ก็จะยิ่งไม่กล้าซื้อเข้าไปใหญ่ เพราะวันนั้น หุ้นตัวนี้ปิดที่ 2.38 บาท และมีแนวโน้มจะวิ่งตรงไปสู่ 2.70 ในเวลาไม่นานด้วย

หากท่านเห็นหุ้นวิ่ง ถ้าท่านซื้อไล่ราคา โดยไม่ได้เช็คอะไรเลย ท่านอาจจะเข้าซื้อที่แนวต้านก็ได้ ใช่ไหมครับ อย่างนี้ เรียกว่า แมงเม่า บินเข้ากองไฟ หุ้นตัวไหนกระดิก วิ่งตามเข้าไป ก็ติดแหง็ก

แต่หากท่านเห็นแล้วว่า ราคาที่วิ่งขึ้นไป ยังไม่ผ่านแนวต้านอยู่ดี ท่านก็จะไม่เข้าซื้อ และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่มันผ่านด่านหินไปได้ด้วยเม็ดเงินมหาศาล แบบนี้ ยิ่งขึ้นต้องยิ่งซื้อครับ ความร่ำรวยจะเกิดกับท่าน ชั่วข้ามคืน ไม่จำเป็นต้องไปดักซื้อดักเก็บล่วงหน้า 5-6 เดือน

ก่อนจะเข้าซื้อหุ้นตัวไหน ตามกลิ่นเม็ดเงินให้เจอซะหน่อยดีไหมครับ ว่าเม็ดเงินในตลาด กำลังวิ่งไปที่ไหน

www.ThaiDayTrade.com

SAA Consensus หุ้นที่มีการ update วันนี้

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ ภาวะตลาด

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ เทคนิค

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ หุ้นรายตัว

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ พิเศษ

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ หุ้น IPO

กรุงเทพธุรกิจ - ธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ - การเงิน - การลงทุน