Friday, October 2, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 12 : กลวิธี สงครามกองโจร

“เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี เอ็งหนี ข้าตาม” นอกจากจะนำไปใช้ในการรบแบบสงครามกองโจรแล้ว ยังมีการนำมาใช้ในตลาดหุ้นโดยรายใหญ่เสมอ


จะว่าไปแล้ว กลวิธี สงครามกองโจร ก็แสบไม่แพ้ กลวิธี สวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนะครับ

ต่างกันเพียง การสวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนั้น จะใช้จิตวิทยาและอำนาจเงิน ควบคุมตลาด ในขณะที่ กลวิธีสงครามกองโจร จะใช้ข่าววงในและอำนาจบริหารควบคุมราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง

ผมสังเกตเห็นตามเว็บบอร์ดหุ้นหลายแห่ง มักตั้งข้อสงสัยว่า นักวิเคราะห์บางค่าย เชียร์ซื้อให้รายใหญ่ออกของ เชียร์ขายให้รายใหญ่เข้าเก็บ นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น

ผมขอฟันธงเลยว่า นักวิเคราะห์ “ส่วนใหญ่” ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แต่รายใหญ่ต่างหากที่กำลังทำสงครามกองโจรกับคุณ

การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความรู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเครื่องมือในการทำงานที่ดีพอนะคับ

ความรู้และเครื่องมือ ในการวิเคราะห์การลงทุนของนักวิเคราะห์ ออกจะมีมากมายหลายหลาก

แต่ทุกวันนี้ รายใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ ส่วนตนอีกที

หลังจากรายใหญ่เข้าเก็บหุ้นจนมากพอ เขาก็จะเริ่มด้วยการไล่ราคาหุ้น จนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" จากนั้นเขาก็จะวางขาย รินขาย ไม่หยุดหย่อน และลงเอยด้วยการทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย"

หลังจากที่กราฟสั่งขายแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยเลยครับ แค่นั่งรอเวลาเฉยๆ อีกไม่นาน เขาก็จะได้ซื้อหุ้นคืน ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ

หลังจากมีโอกาสได้นัดพบนั่งกินข้าวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา ในฐานะผู้รู้ดีที่สุดแล้วในตลาด เกี่ยวกับหุ้นตัวนี้

ไม่รู้ว่า เป็นเพราะเขาเกรงใจที่ผมเลี้ยงข้าวหรือเปล่านะ ในที่สุดเขาก็เล่าให้ฟัง เมื่อผมถามว่า ทำไม หุ้นของนายถึงกวนบาทาขนาดนี้ เที่ยวซิกแซกรังแกชาวบ้าน

“นายคิดดู ถ้านายเป็นรายใหญ่ ใช้เงินสดซื้อหุ้น ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำ ขายใส่ตลอดทาง นายเซ็งไหม”

“นายว่า มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมล่ะ ในการทำราคา หากเจอแต่พวกเดย์เทรดมาจับเสือมือเปล่า กินเงินของนาย ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน”

“เราเลยจำเป็นต้อง ลาก กระชาก ตบ เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ตามที่ "เจ้านาย" สั่ง”

เอ ถ้าผมบอกเจ้านี่ว่าผมจะเอาเรื่องของเขามาเขียนหนังสือ เขาจะเล่าให้ผมฟังรึปล่าวหว่า

เอาล่ะ จากนี้ไป ผมยกพื้นที่ให้เขาสาธยายเลยแล้วกัน

“ขั้นแรก เราก็จะต้องสะสมหุ้นก่อน เราจะไปเช็คกราฟจากโปรแกรมเทรด เพื่อหาจุดตัดขาดทุน และแนวรับ จากนั้น เราจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งซื้อรอไว้ หลายๆราคา แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งรอซื้อไว้ที่แนวรับ แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งออร์เดอร์รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุดตัดขาดทุน”

“เมื่อออร์เดอร์ตั้งรอไว้หนาแน่น เราก็จะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่งบิด นายสังเกตไหมว่า หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่งแทน แต่ภาพที่ออกมามันน่ากลัวนะ เพราะบิดที่รอไว้เป็นล้านหุ้นโดนขายทิ้งจนหมดในไม้เดียว”

“นายเข้าใจใช่ไหม นี่มันเกิดผลทางจิตวิทยาขึ้นแล้ว คราวนี้ คนที่ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่น ก็จะขายทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ออร์เดอร์ของเรา ที่ตั้งรอไว้ที่แนวรับ ได้ของมามากพอสมควรเลยล่ะ”

“จากนั้น ก็จะสั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ทุกคนที่มีหุ้นอยู่ก็จะขายหนีตาย ราคามันก็จะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เราตั้งซื้อไว้ในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนจนครบ”

“ถ้ายังได้ไม่ครบ แสดงว่ามีคนใจแข็งทนถืออยู่ เราก็จะสั่งบล็อกราคาซะ ขนหุ้นเอามาวางขายหนาๆที่ฝั่งออฟเฟอร์ แล้วก็ตบมั่ง ทุบลงมามั่ง บีบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้หุ้นครบตามที่เจ้านายสั่ง”

“ตอนนี้ กราฟเสียรูปแล้วใช่ปล่าว วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะออกมาแนะนำ ขาย ให้ เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย เราตั้งรอไว้ไม่นาน เดี๋ยวเราก็จะได้ของครบแล้วไง”

แหม ดูเจ้านี่เล่าให้ฟัง มันช่างโหดร้ายเสียจริงๆ

ระหว่างเล่าเรื่อง ดูเหมือนเพื่อนผมจะมีความสุขแกมซาดิสม์ นั่นนะซิ คนที่ควบคุมอะไรได้แบบเบ็ดเสร็จ มักจะคิดว่าตนมีพลัง มักจะคิดว่าตนมีอำนาจ ชี้เป็นชี้ตายทางไหนก็ได้อยู่ในมือ

นี่ ข้าวยังกินไม่หมดเลย มันกลับโม้ต่อเป็นการใหญ่ ไปฟังแผนอุบาทว์ของมันกันต่อเลยครับ

“คราวนี้ พอได้ของครบ เราก็จะค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แบบไม่ให้ใครสังเกตเห็น ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตกัน”

“เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว เจ้านายก็จะเริ่มให้ข่าวดีเป็นระยะๆ ผ่านสื่อ แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะโทรไปสั่งให้โบรกฯ วางหุ้นหนาๆ ไว้ที่ฝั่งออฟเฟอร์ด้วย แล้วเราก็จะสั่งให้อีกโบรกฯ หนึ่งเคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป นายสังเกตไหมว่า หุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้น เราไม่ได้ใช้เงินมากขึ้นนะ แค่เปลี่ยนหุ้นและเงินไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่งแทน”

“ข่าวที่ค่อยๆทยอยออกตามสื่อ กับภาพที่ออกมาดูดี เพราะมีคนกวาดซื้อหมดเกลี้ยงเป็นล้านหุ้นในไม้เดียว นายว่ามันน่าสนรึปล่าวล่ะ ตอนนี้ใครๆก็เริ่มจับตาแล้ว”
“เราก็สั่งโบรกฯ หนึ่งให้ซื้อหุ้นของเรา ที่เราสั่งวางขายไว้กับอีกโบรกฯ หนึ่งขึ้นไปเรื่อยๆ อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านขึ้นไปได้ คราวนี้ โปรแกรมเทรดก็จะสั่งซื้อแล้วใช่ป่ะ วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ก็จะออกมาแนะนำ ซื้อ เองแหละ เพราะมันเกิดสัญญาณซื้อ”

“โธ่ นาย คิดดู เราตุนหุ้นไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ตอนนี้มีคนมาตั้งรอซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ถ้าไม่ขายตอนนี้ จะให้ไปขายตอนไหนล่ะ”

“แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสียรูป เดี๋ยวขายไม่ได้ราคา อย่ากระนั้นเลย ค่อยๆแอบๆขาย ดีกว่า เราเคาะขวาสลับบ้าง นิดๆหน่อยๆ ก็ไม่เป็นไรใช่ป่าว ของเราวางไว้เองทั้งนั้น ไอ้ที่ตั้งรอขายอยู่หน่ะ”

“จนเมื่อไหร่ แรงซื้อชักเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เราก็จะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน”

“เออ นายรู้ปล่าว เวลาขาย เจ้านายสั่งไว้ว่าอย่าขายออกมาจนหมด ทายสิว่าทำไม”

“ก็บางคนใจแข็ง ถือทนนะสิ เวลาขายเลยต้องเหลือหุ้นไว้หน่อยนึง เพื่อทิ้งไม้สุดท้าย โครมลงมา ให้หลุดแนวรับลงไปเลย กราฟจะได้สั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืน”

“พอวันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะออกมาแนะนำ ขาย เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย เราตั้งรอไม่กี่วัน เดี๋ยวก็มีคนขายคืนเรามาแล้ว"

เมื่อผมฟังเจ้าเพื่อนผมคนนี้มันโม้จบ ก็ได้แต่ถอนใจ

โถ นักวิเคราะห์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามกองโจรโดยไม่ได้เจตนา

ถ้าใครจะเล่นหุ้นให้ได้เงินนะครับ ผมว่านะ อย่าไปรอนักวิเคราะห์เลย กว่านักวิเคราะห์จะแนะนำ ซื้อ มันก็ขึ้นไปไกลจนเขาจะขายกันแล้ว และกว่าที่นักวิเคราะห์จะแนะนำ ขาย มันก็ลงมาลึกจนเขาจะทยอยเก็บคืนกันแล้ว

ทางที่ดีนะครับ เราศึกษากราฟ ทำการบ้าน และดูโวลุ่มประกอบในชั่วโมงเทรดน่าจะดีกว่า อยากได้เงินมันก็ต้องทำงานนะครับ

หลังตลาดปิด ดูกราฟแป๊ปนึง คงไม่เสียเวลามากเท่าไหร่ ดูคร่าวๆสักหน่อยก็ยังดี ว่า กราฟหุ้นตัวไหนมีสัญญาณการสะสม ภาวะตลาดรวมและโวลุ่มเทรดในหุ้นตัวนั้น มันเอื้อต่อการเข้าเก็บแล้วหรือยัง

เก็บหุ้นพร้อมๆเขาดีกว่าครับ อย่าไปรอใครมาเชียร์

www.ThaiDayTrade.com

Thursday, October 1, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 11 : กลวิธี สวนควันปืน เล่นฝืนมวลชน

“Beating the Market - by Going Against the Crowd” เป็นหลักการสำคัญของบรรดากองทุนข้ามชาติขนาดยักษ์ ในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งปัจจุบัน เจ้าของบริษัทและรายใหญ่ ก็ไม่น้อยหน้า มีการประยุกต์หลักการนี้มาใช้ในหุ้นรายตัวให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

เล่นสวนชาวบ้านซะงั้น ….. ข่าวดี จะขาย ข่าวร้าย จะซื้อ …..

เราจะซื้อ เมื่อ มวลชนล้วนอยากขาย และ เราจะขาย เมื่อ มวลชนล้วนอยากซื้อ

กองทุนต่างชาติขนาดใหญ่เงินทุนหนา ช่วงหลังๆมานี้ เขาใช้กลวิธีนี้กับตลาดหุ้นไทยครับ

ในภาษาอังกฤษ เรียกนักลงทุนกลุ่มนี้ว่า “Contrarian”

โดยทั่วไปแล้ว กลุ่ม Contrarian จำเป็นจะต้องมีเงินลงทุนหนา สายป่านยาว และ มีความอดทน เป็นเลิศที่จะรอคอยการพลิกฟื้นของสถานการณ์

กลุ่ม Contrarian มีความเชื่อว่า นักลงทุนมักจะตื่นตระหนก จนราคาหุ้นร่วงลงมาเกินเหตุ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ราคาหุ้นก็ควรจะวิ่งกลับไปสู่มูลค่าที่ควรจะเป็นของกิจการได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากบริษัทนั้น ยังมีฐานะทางการเงินที่ดี มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และ มีเงินปันผลจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราที่สูง ซึ่งเป็นเสมือนเกราะป้องกันพอร์ตชั้นดี จากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการลงทุน

ปัจจุบัน Contrarian ไม่ได้จำกัดเฉพาะในกลุ่มกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนระยะยาวเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมในหมู่เฮดจ์ฟันด์ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะขอเรียกว่า กองทุนสวนมวลชน แทน ก็แล้วกันนะครับ

เดี๋ยวเราไปดูกัน ว่ากองทุนสวนมวลชน เขาเล่นอะไรกับจิตวิทยามวลชน

เมื่อทุกคนในตลาดหุ้นหมดอาลัยตายอยาก ข่าวร้ายท่วมท้น มีการขายหุ้นกระหน่ำซ้ำเติมลงมา กองทุนสวนมวลชน เขาก็จะไปตั้งซื้อรอที่แนวรับ

เมื่อเขารับ มันก็หยุดไหล นักเก็งกำไรระยะสั้นก็จะเข้ามาซื้อหุ้น

เมื่อหุ้นดีดตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนชนแนวต้านแรก กองทุนสวนมวลชนก็รู้ดีว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนมาขายใส่แถวแนวต้าน เพราะข่าวร้ายยังปกคลุมตลาดอยู่ ก็เลยไปตั้งซื้อรอที่แนวต้าน

เมื่อมวลชนขายลงมาเมื่อราคาหุ้นชนแนวต้าน แต่กองทุนสวนมวลชนตั้งซื้อรอ ราคาหุ้นมันก็หยุดไหล จากนั้น กองทุนสวนมวลชนก็จะซื้อผ่านแนวต้านขึ้นไป และเมื่อนักเก็งกำไรระยะสั้นเห็นว่า ผ่านแนวต้านไปได้แล้ว ก็จะเริ่มเข้ามาซื้อหุ้น

เมื่อหุ้นดีดตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนชนแนวต้านถัดไป กองทุนสวนมวลชนก็รู้ดีว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนมาขายใส่แถวแนวต้าน เพราะข่าวร้ายยังปกคลุมตลาดอยู่ ก็เลยไปตั้งซื้อรอที่แนวต้านที่สอง เมื่อมวลชนขายหุ้นทิ้งลงมาจนหมดแรงขายแล้ว กองทุนสวนมวลชนก็จะซื้อผ่านแนวต้านที่สองขึ้นไป

แปลกไหมล่ะครับ คนส่วนใหญ่ตั้งซื้อที่แนวรับ ตั้งขายที่แนวต้าน แต่ตานี่มาแปลก ดันตั้งซื้อที่แนวต้าน

เมื่อกลุ่มอื่น ขายหุ้นจนเกลี้ยงแล้ว เมื่อกองทุนสวนมวลชนได้หุ้นครบ ตามจำนวนที่วางแผนไว้แล้ว ก็จะกระชาก ลากให้ผ่านแนวต้าน อย่างรวดเร็ว จนเกิด Buy Signal ตรงนี้นี่เอง ที่เสมือนเป็นการบีบให้กองทุนอื่นและมวลชนที่ไม่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตต้องมาไล่ซื้อหุ้นตามขึ้นไปเรื่อยๆ

และเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์ดีขึ้น เมื่อข่าวดีเต็มตลาด สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์มองโลกในแง่ดี มีการปรับประมาณการดัชนีขึ้นไป เมื่อนั้นแหละครับ คือจังหวะขายของกองทุนสวนมวลชน

ลีลาในการขาย ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับการซื้อเลยครับ

เมื่อทุกคนในตลาดหุ้น มองโลกในแง่ดี ข่าวดีเต็มไปหมด กองทุนสวนมวลชน ก็จะขายแล้วล่ะ เพราะต้นทุนตัวเองต่ำกว่าใครเพื่อน แถมยังขายได้ราคาดี ขายได้ปริมาณมากอีกด้วย เพราะอารมณ์ช่วงนี้ มีแต่คนอยากซื้อมากกว่าอยากขาย

เมื่อเขาขายลงมาถึงแนวรับ เขาก็จะหยุดขาย ตรงจุดนี้ มวลชนทั้งตลาดซึ่งรับรู้แต่ข่าวดี ก็กลัวว่าตนจะเสียโอกาส ทุกคนเลยมาตั้งรอซื้อหรือเคาะซื้อขึ้นไป

เมื่อมีออร์เดอร์ซื้อมารออยู่มากมาย ทำไมจะไม่ขายล่ะครับ กองทุนสวนมวลชนดีใจด้วยซ้ำที่มีออร์เดอร์ตั้งเยอะมารอซื้ออยู่

หลังจากที่กองทุนสวนมวลชนทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่มีใครกล้ามาตั้งซื้ออีก คราวนี้ล่ะ เขาก็จะขายโครมลงมา เพื่อให้หลุดแนวรับ เพื่อให้เกิด Sell Signal ตรงนี้นี่เอง ที่เสมือนเป็นการบีบให้กองทุนอื่นและมวลชนอื่นต้องทำการขายหุ้นทิ้งตามลงมา เพราะขณะนี้ มีแนวโน้มว่า ตลาดหุ้นจะดิ่งลงยาว

เห็นไหมครับ Contrarian เล่นสวนมวลชนตลอด คนส่วนใหญ่ตั้งซื้อที่แนวรับ ตั้งขายที่แนวต้าน แต่ตานี่มาแปลก ดันเจตนาขายให้เสียราคา ขายไปได้จนหลุดแนวรับลงมาเลย

ที่เล่าให้ฟังนี่ ไม่ได้หมายถึงให้ท่านทำตัวฝืนตลาดในฐานะจ่าฝูงนะครับ

ท่านจะเป็นผู้นำในการใช้กลวิธีนี้ไม่ได้

ผู้ที่จะใช้ กลวิธีสวนมวลชนเพื่อบีบให้มวลชนเป็นผู้แพ้ตลอดกาลได้ จะต้องใจเย็น มีสายป่านยาวมาก มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เมื่อเทียบกับทั้งตลาด และจำเป็นต้องกล้าได้กล้าเสียซะด้วย

ที่เอามาพูดคุยกัน ก็หวังให้ท่านเห็นกลวิธีของเขา และเกาะติดตามเขาให้ทัน จะได้ชนะแบบเขามั่ง

ดังนั้น ถึงแม้จะมีข่าวดีอยู่ บางทีเราก็ต้องเสี่ยงขาย ล็อคกำไรออกมา และ ถึงบางช่วง จะมีข่าวร้ายท่วมตลาด เราก็อาจต้องกัดฟันซื้อ หากตลาดที่เราเล่นอยู่นั้น มีกองทุนสวนมวลชนเป็นเจ้าพ่อตลาดหุ้นอยู่ แต่การซื้อ ต้องเลือกดูหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงด้วยนะครับ

ไม่เช่นนั้นแล้ว จะเสียหายใหญ่หลวงอย่างหาสาเหตุมิได้เลยครับท่าน

เมื่อพูดถึง กลวิธี เล่นสวนมวลชนแล้ว ก็อดนึกถึง Mark Mobius ไม่ได้ แกชอบซื้อหุ้นตอนที่ตลาดหุ้นเผชิญหน้าอยู่กับความกลัว

Mark Mobius ราชาแห่งตลาดหุ้นเกิดใหม่ ถือเป็นผู้บุกเบิกการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา หลายครั้งด้วยกัน ที่แกเลือกจังหวะที่จะเข้าไปลงทุน ในช่วงที่ แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างประเทศ ยังไม่กล้าแม้แต่จะคิดเข้ามาเที่ยว หรือมาลงทุนเลย

“The Best Time to Invest is when there's Blood Running in the Streets” Mark Mobius พูดประโยคนี้อยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่แกพบว่า นี่เป็นจังหวะที่จะทำให้เป็นเจ้าของกิจการได้ด้วยราคาต่ำสุด

Mark Mobius มีความชื่นชอบในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากครับ ด้วยเล็งเห็นว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่บางประเทศ มีอัตราการเติบโตสูงและคุ้มค่าความเสี่ยงที่จะเข้าลงทุน

พอร์ตการลงทุนในกองทุนที่เขาบริหารอยู่ ส่วนใหญ่กระจายการลงทุนไปในประเทศเกาหลี จีน ไต้หวัน แอฟริกาใต้ และบราซิล

ในแต่ละปี เขาใช้เวลากว่า 10 เดือนต่อปี ในการเดินทางไปประเทศต่างๆ ทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อเข้าชมกิจการ เพื่อค้นหาบริษัทที่จะลงทุน โดยไม่คำนึงว่าเป็นประเทศใด เพราะเขาสนใจเฉพาะกิจการที่มีปัจจัยพื้นฐานเยี่ยม และมีบรรษัทภิบาลและความโปร่งใสเท่านั้น



มาถึงตรงนี้ ท่านอาจจะนึกถึงวัน งงๆ ของท่านออก

“น้องค่ะ ทำไมหุ้นมันขึ้นแรงจัง ไหนจะมาตรการ 30% ไหนจะ พรบ.ธุรกิจคนต่างด้าว ไหนจะผลประกอบการตกต่ำ”

“เอ ทำไมมันขึ้นแรงจังครับ ไหนจะปฏิวัติซ้อน ไหนจะมีม็อบหลายกลุ่มมาชุมนุม ไหนจะการเมืองที่ยังไม่นิ่ง”

มาถึงตรงนี้ อยากจะขอเสริมเพิ่มเติมหน่อยนึงครับ ว่าทำไม พวกสวนมวลชนถึงกล้าเสี่ยง หากตัวเองสวนๆซื้อขึ้นไปท่ามกลางข่าวร้ายเต็มตลาด แล้วอยู่ดีๆเกิดเหตุการณ์ช็อคตลาดขึ้นมาอย่างแรง ไม่เจ๊งย่อยยับกลับบ้านเลียแผลเป็นปีหรอกหรือ

เมื่อข่าวร้ายท่วมตลาด ทุกค่ายโบรกเกอร์มองลง กองทุนสวนมวลชนจะเริ่มหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นครับ และทุกครั้งที่เข้าซื้อหุ้นในแต่ละระดับของแนวต้านขึ้นไป เขาเองก็ต้องบริหารความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ ด้วยการ “Short” ฟิวเจอร์ กันไว้ เผื่อพลาด

เมื่อเขาล็อคระดับราคาขายดัชนีไว้ล่วงหน้าที่ราคานี้แล้ว หากมีเหตุการณ์พลิกผันมาช็อคตลาด อย่างน้อยที่สุด มูลค่ารวมของพอร์ตก็เจ๊า ไม่กำไรไม่ขาดทุน หรือหากขาดทุนก็จะขาดทุนเล็กน้อยครับ เพราะมีกำไรจากการ “Short” ฟิวเจอร์ มาช่วยชดเชยผลขาดทุนในพอร์ตหุ้น

พอจะตอบคำถามที่ค้างคาใจทุกท่านได้บ้างแล้วนะครับ ว่า ทำไม เวลาข่าวร้ายท่วมตลาด หุ้นกลับขึ้นหน้าตาเฉย แต่พอข่าวดีเต็มไปหมด หุ้นกลับถูกนำมาขายลดราคา

Contrarian เขาจะหาโอกาสในทุกวิกฤติครับ

จึงไม่แปลกเลย ถ้าบางครั้งเราอาจจะต้องซื้อตามกระแสเงินที่เข้ามาผลักดันราคาจนหุ้นขึ้น แม้เปิดทีวี หนังสือพิมพ์ จะเจอแต่ข่าว สถานการณ์การเมืองตึงเครียด การเผชิญหน้ากันทางการเมือง สงคราม การจลาจล ฯลฯ

ขณะเดียวกัน บางครั้งเราอาจจะต้องขาย ทั้งๆที่ มองไปทางไหนก็เจอแต่ข่าวดี

จะว่าไป กลวิธีนี้ ก็คล้ายๆกับกลยุทธ์ทางการทหารเลยนะเนี่ยะ

ใช้เครื่องบินรบไล่ยิงภาคพื้นดินแบบปูพรม แล้วแอบนำ นาวิกโยธิน ยกพลขึ้นบก อย่างเงียบๆ ตามด้วย เหล่าทหารกล้า บุกประชิด ศูนย์บัญชาการ ก่อนจะปักธง ประกาศชัย เหนือข้าศึก

www.ThaiDayTrade.com

Wednesday, September 30, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 10 : กลวิธี ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ

“หุ้นเก็งกำไรทุกวันนี้ คุณอย่าคิดว่าหมูนะ เขาไม่ลากยาวให้พวกคุณมากินเงินเขาฟรีๆหรอก ถ้าคุณจะเก็งกำไร คุณต้องใช้ "ทฤษฎีปิงปอง" คุณท่องไว้ "ขึ้นขาย-ลงซื้อ" "ขึ้นขาย-ลงซื้อ "ขึ้นขาย-ลงซื้อ "ขึ้นขาย-ลงซื้อ” ……… เซียนหุ้นร้อยล้านท่านหนึ่งเผยเคล็ดลับ ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ ให้ฟัง

ทำไม เซียนหุ้นท่านนี้ ถึงระบุว่า ในอดีต หากเราซื้อหุ้นตัวไหนแล้วมันวิ่ง เราถือยาวได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ ขึ้นมาต้องขาย แล้วค่อยรอรับใหม่ด้านล่าง เดี๋ยวไปดูกลวิธีของรายใหญ่พร้อมๆกันครับ

ทุกวันนี้ เขาพัฒนาแล้วครับ เขาใช้ทีมงาน เขาเอาเทรดเดอร์ ที่เก่งกราฟและเก่งจิตวิทยาการลงทุน มาทำหน้าที่แทน และทำแบบทีมพันธมิตร ไม่ใช่หุ้นใครหุ้นมันเหมือนก่อน

หมดยุคเถ้าแก่ ใช้แต่กำลังเงิน แล้วครับ เพราะวิธีลากยาวแบบเก่า มันใช้เงินเยอะ ไม่มีประสิทธิภาพ เลยต้องเอาเซียนกราฟมาสร้างกราฟหลอกล่อ ให้เราซื้อ ให้เราถือ ให้เราขาย ให้เรากระทำไปในทิศทาง ที่เขาต้องการให้เราเป็น เพื่อประสิทธิภาพในการใช้กำลังเงิน

ทุกวันนี้ แนวรับแนวต้าน ใครๆก็รู้พอๆกัน แต่โวลุ่มเทรดนี่สิ จะเป็นตัวยืนยันว่าขึ้นจริงหรือลงจริง หรือไม่

กรณี ราคาขึ้น และมีโวลุ่มเข้า จะยิ่งเป็นการยืนยันการขึ้น แบบนี้ต้องซื้อ

ถ้าโวลุ่มเข้า แต่ราคานิ่งนานเกินไป ต้องหยุดดูทีท่าก่อนล่ะ อย่าไปเคาะขวาซื้อเพลิน เพราะอาจอยู่ระหว่างการรินขายเติมขายไม่หยุดหย่อนก็ได้

แต่ถ้าราคาไหลลง พร้อมๆกับโวลุ่มเข้ามามาก แบบนี้ ต้องขายหนีตายก่อนล่ะครับ

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ เดี๋ยวคงต้องขยายความสักหน่อย คำว่า โวลุ่มเข้า ไม่ได้หมายถึง การดูว่า วันนี้ซื้อไปแล้วเท่าไหร่ ขายไปแล้วเท่าไหร่นะครับ ขืนไปดูว่าวันนี้ มีเคาะซื้อหรือเคาะขาย มากกว่ากัน โดนหลอกเละเทะแน่

คำว่า โวลุ่มเข้า ในที่นี้ หมายถึง โวลุ่มเทรดรวม เมื่อเทียบกับปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 3 หรือ 5 วันทำการย้อนหลัง นะครับ

ถ้าโวลุ่มไม่เข้า แปลว่า เขายังไม่มา มีแต่พวกเราโซ้ยกันเอง

ดังนั้น หากเราเห็นราคาหุ้นขยับขึ้น แต่เทรดกันไปเพียง 2 แสนหุ้น ก็ให้คิดไว้เหอะว่า เราๆท่านๆนะแหละ ไล่ซื้อกันเอง อย่างนี้ ไปไม่ได้กี่น้ำหรอกครับ

เอาล่ะ เมื่อเข้าใจความหมายของคำว่า “โวลุ่มเข้า” ตรงกันแล้ว เราจะเข้าเรื่องต่อ

ในเมื่อทุกวันนี้ เขาใช้กลวิธี ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ ดังนั้น เราก็ควรจะเทรดไปตามแนวโน้มที่มันกำลังจะไปด้วยเช่นกัน ใช่ไหมครับ ต่อให้กราฟออกมาสวยสดงดงามขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าเราถือหุ้นเพลิน ในขณะที่เขากำลังขายกัน มันจะเจ็บหนักได้ในภายหลัง กว่าจะรู้ตัวก็ขาดทุนไปมากเชียว

ดังนั้น เมื่อกราฟยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และทุกแนวต้านที่มันกำลังวิ่งไปทดสอบ เราอาจต้องเพิ่มความสังเกตนิดนึง ว่าเขารินขาย หรือ แอบเก็บ

สังเกตเพิ่มอีกนิดว่า เขาซื้อ 3 ส่วน แล้วตบขู่ด้วยการขาย 1ส่วน หรือ เขาซื้อ 1ส่วน เพื่อหลอกขายไอ้ที่วางไว้ 3 ส่วน

ช่วยสังเกตเพิ่มนิดนึงนะครับว่า ราคาและปริมาณเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน หรือไม่


แล้วทำไมถึงต้องใช้กลวิธี ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ ล่ะครับ

ก็ราคาหุ้นมันเกินมูลค่าที่ควรจะเป็นไปมากนะซิครับ หากวันนี้ เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ขาย คนอื่นก็ต้องขายใส่อยู่ดี

ดังนั้น การวางแผนการขายจึงเริ่มขึ้น

ขั้นแรก ก็ต้องทำการสะสมหุ้นก่อน ช่วงนี้ ใช้เวลาเป็นไตรมาสนะครับ กว่าจะผูกขาดอำนาจการควบคุมหุ้นของตนมาไว้ในมือได้

หลังจากสะสมหุ้นไว้ในมือของกลุ่มและพรรคพวกมากพอแล้ว ก็จะมีการลากกระชากราคา เรียกร้องความสนใจ ช่วงนี้ โวลุ่มเข้า ราคาขึ้น กราฟสวย นักวิเคราะห์เชียร์ นักลงทุนเริ่มหันมามอง

ขั้นต่อมา จะเริ่มมีการใช้พอร์ตของเจ้าของซื้อหุ้นขึ้นไปต่อเนื่อง เพื่อให้ใครต่อใครรับรู้กันว่า ขนาดเจ้าของยังซื้อเก็บต่อเนื่องเลย มาร์เก็ตติ้งที่อ่อนหัดก็อาจจะเที่ยวไปบอกลูกค้ารายอื่นๆของตนให้ซื้อตาม เพราะเห็นว่าเจ้าของเข้าเก็บ น่าจะมีข่าวดีอะไรบางอย่างในเร็วๆนี้

เมื่อนักวิเคราะห์เชียร์ มาร์เก็ตติ้งเชียร์ โวลุ่มก็เข้า ราคาก็ขึ้น กราฟก็สวย นักลงทุนจะเข้ามาเคาะซื้อบ้าง ตั้งรอซื้อบ้าง กระบวนการหลอกขายของก็เริ่มต้น

บัญชีของเจ้าของอาจจะมีเคาะโชว์ไม้ใหญ่ๆให้เห็นหนึ่งส่วน เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่รอซื้ออยู่ให้รีบเคาะซื้อแต่โดยไว แต่ในขณะเดียวกัน บัญชีเทรดของกลุ่มและพรรคพวกกำลังวางขายรออยู่ตรงฝั่งออฟเฟอร์ถึง 3 ส่วน

และเมื่อหุ้นที่วางขายอยู่มีคนเคาะซื้อขึ้นไปจนหมด ก็จะเริ่มเติมให้อีก

หมดอีก เติมอีก หมดอีก เติมอีก หมดอีก เติมอีก หมดอีก เติมอีก ไม่รู้จบ

นี่ไงครับ โวลุ่มเข้า แต่ราคากลับแน่นิ่ง ไม่สอดคล้องกับโวลุ่มที่เข้ามาเลย

ในเมื่อคนเคาะซื้อเริ่มเหนื่อยใจ เคาะเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที คนส่วนใหญ่จะเริ่มลังเลที่จะเคาะซื้อแล้วครับ มาวางซื้อที่ฝั่งบิดบ้าง วางซื้อต่ำลงมา 2 ช่องบ้าง 3 ช่องบ้าง

ก่อนที่ไก่จะตื่น ต้องรีบกระทำการใช่ไหมครับ …… ในเมื่อคนเริ่มรู้ทันแล้ว เจ้าของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะรีรอทำไม เดี๋ยวเขาถอนบิดออกหมดเกลี้ยง จะขายไม่ได้ราคา ….. อย่ากระนั้นเลย ขายทิ้งลงมาเลยยังได้ราคาดีกว่า ขายตอนนี้มีคนมาตั้งรอซื้ออยู่ตั้งเยอะ

แล้วกลวิธี ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ ก็ดำเนินไปตามแผน

ขายลงมาทันที ได้ราคาดีซะด้วย เพราะไล่ราคาขึ้นไปก่อนแล้ว พอราคาลงไปมาก ก็หยุดการขาย เดี๋ยวก็จะมีคนที่อยากได้ของถูกมาตั้งรอซื้ออีก เดี๋ยวก็มีนักเก็งกำไรมาเคาะซื้ออีก …… และเพื่อเรียกความมั่นใจ ต้องมีเคาะโชว์ไม้ใหญ่ๆให้เห็นหนึ่งส่วน แต่ในขณะเดียวกัน บัญชีเทรดของกลุ่มและพรรคพวกก็วางขายรออยู่ตรงฝั่งออฟเฟอร์เช่นกันถึง 3 ส่วน เพื่อบีบให้นักเก็งกำไร บีบให้สิงห์เดย์เทรดเคาะขวา

นี่เป็นอีกกลวิธีในการหาเงินขาลงครับ

กลต. ก็เฝ้าแต่จับหุ้นวิ่งขึ้นอยู่ได้ ไม่ยอมมาจับพวกทุบหุ้นบ้าง ความจริงแล้ว ขาลงก็ทำเงินได้ดีเช่นกัน ได้เงินเร็วกกว่าด้วยซ้ำ และสัดส่วนในการถือครองหุ้นในบริษัทก็ไม่ได้สูญเสียลงไปแต่อย่างใด

เดี๋ยวสมมุติเหตุการณ์ให้ดู ว่าขาลง เขาได้เงินยังไง

หุ้นตัวหนึ่ง มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น มันไม่เท่าไหร่หรอก เขาอาจจะค่อยๆสะสม กวาดซื้อหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ วันละเล็กวันละน้อย โดยไม่มีใครมาสนใจ

ไตรมาสหนึ่งผ่านไป ไวเหมือนโกหก ราคาหุ้นขยับขึ้นจาก 5 บาท ไป 11 บาทกว่าๆ เจ้าของบริษัทและกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็รู้ครับว่าแพงเกินจริงไปมากแล้ว ต้องทำกำไรแล้วล่ะ

สมมุติว่ารายใหญ่ตัดสินใจที่จะเริ่มกลวิธี ขึ้นขายก่อน อ่อนซื้อกลับ ที่ราคา 11 บาท สมมุติตัวเลขน้อยๆพอ สมมุติขายมาแค่ 100 หุ้น ก็จะได้เงินค่าขายกลับคืนมา 1,100 บาท

พอตกลงมา ที่ 8 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 800 บาท ยังเหลือเงินเข้าบัญชีอีก 300 บาท ใช่ไหมครับ

พอหุ้นขึ้นไป 9 บาท ขาย 100 หุ้น จะได้เงินคืนมา 900 บาท

พอตกลงมา ที่ 6 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 600 บาท เหลือเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีก 300 บาท

พอหุ้นขึ้นไป 7 บาท ขาย 100 หุ้น จะได้เงินคืนมา 700 บาท

พอตกลงมา ที่ 5 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 500 บาท เหลือเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีก 200 บาท

พอหุ้นขึ้นไป 6 บาท ขาย 100 หุ้น จะได้เงินคืนมา 600 บาท

พอตกลงมา ที่ 4 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 400 บาท เหลือเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีก 200 บาท

พอหุ้นขึ้นไป 5 บาท ขาย 100 หุ้น จะได้เงินคืนมา 500 บาท

พอตกลงมา ที่ 3 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 300 บาท เหลือเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีก 200 บาท

พอหุ้นขึ้นไป 4 บาท ขาย 100 หุ้น จะได้เงินคืนมา 400 บาท

พอตกลงมา ที่ 2 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 200 บาท เหลือเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีก 200 บาท

พอหุ้นขึ้นไป 2.5 บาท ขาย 100 หุ้น จะได้เงินคืนมา 250 บาท

พอตกลงมา ที่ 1.5 บาท ซื้อคืน 100 หุ้น กลับ เพื่อไม่ให้เสียสัดส่วนการถือครอง ใช้เงิน 150 บาท เหลือเงินเข้าบัญชีเพิ่มอีก 100 บาท

สรุปแล้ว เมื่อสิ้นสุด วงจรอุบาทว์นี้ เจ้าของบริษัทและรายใหญ่ ยังมีหุ้นอยู่ครบ ไม่ได้เสียสัดส่วนการถือครองหุ้นเลย ไม่สูญเสียอำนาจการบริหารกิจการด้วย แถมยังได้เงิน ขาลง มาตลอดทางอีกต่างหาก

เวลาขึ้น จะใช้บัญชีเจ้าของเป็นผู้ซื้อขึ้นครับ แต่เวลาขาย เขาไม่ใช้บัญชีตัวเองขายหรอก พวกเราก็ชอบไปดูกันจังว่า เจ้าของบริษัทซื้อหุ้นตัวเองเข้าพอร์ตหรือยัง ขายหุ้นออกมาหรือไม่ มันบอกอะไรไม่ได้หรอกครับ

มาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะสงสัย ว่า เวลาหุ้นอ่อนตัวลงมาแล้วเจ้าของซื้อกลับขึ้นไป ทำไมไม่เอามาคิดคำนวณด้วย อยากจะบอกว่า การซื้อขึ้นไปหาราคาที่ต้องการจะขาย ไม่มีต้นทุนครับ เพราะไอ้ที่เคาะขวาซื้อๆขึ้นไป ในแต่ละรอบ ก่อนทำการขายจริง มันก็ของเขาทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าจะใช้ชื่อบัญชีไหนวางขายเท่านั้นเอง

ดังนั้น หากท่านเห็นว่าหุ้นหยุดนิ่งอยู่ที่แนวต้าน แม้จะมีโวลุ่มเข้ามาตลอด แต่ราคาก็ตื้อๆ ไม่สามารถขยับขึ้นต่อไปได้ และเมื่อราคานั้นใกล้หมด ก็มีคนเติมขายอีก ท่านรู้แล้วใช่ไหมครับว่าควรทำอย่างไรดี..?

www.ThaiDayTrade.com

SAA Consensus หุ้นที่มีการ update วันนี้

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ ภาวะตลาด

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ เทคนิค

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ หุ้นรายตัว

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ พิเศษ

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ หุ้น IPO

กรุงเทพธุรกิจ - ธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ - การเงิน - การลงทุน