Saturday, October 3, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 13 : กลลวง ข่าวลือ

“ทุ่งกล้า กลับเข้ามาในตลาดเที่ยวนี้ ผมมองว่า ราคามันควรจะวิ่งไปถึง 12 บาท มันจึงจะเหมาะสม”

“เนี่ยะ หุ้นรับเหมาอีเอซี เฮียเค้าหวังปั้น รายใหญ่ล้วนกอดหุ้นกันหมด อีกไม่นาน จะได้เห็นการก้าวกระโดดของบริษัท คอยดูแล้วกัน เจ๊เองก็จะถือยาวเลยล่ะ ไม่ขายเด็ดขาด ขายไปก็ไม่มีทางได้ซื้อคืนหรอก”

อาจจะจริงก็ได้ หรือ ไม่จริงก็ได้ครับ เราไม่ใช่ผู้กุมชะตาของหุ้นตัวนี้

แต่ที่แน่ๆ ถ้าข่าวลือแพร่หลายในวงกว้างอย่างเป็นระบบ จนใครๆก็รับรู้ข่าว แสดงว่า ผู้กุมชะตา มีความพยายาม ให้ข่าวกระจาย เพื่อหวังผลทางใดทางหนึ่ง เช่น ต้องการให้มวลชนเข้าซื้อ เพื่อตนจะขายได้ราคาดี หรือ ต้องการให้มวลชนขาย เพื่อจะได้เข้าเก็บของ

เพราะถ้าเป็นความลับสุดยอดจริง ข่าวจะไม่มาถึงเราๆท่านๆ ครับ

เนื่องจาก ผู้กุมข่าว และ ใช้ประโยชน์จากข่าวนั้น จะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์มหาศาล หากสาธารณชน ยังไม่ทราบข่าว และหากทุกคนมีข้อมูลเสมอภาค เท่าเทียมกัน ราคาจะวิ่งรับข่าว ในเวลาอันรวดเร็ว จนไม่เหลือส่วนต่าง ให้หาประโยชน์

ตอนประเทศไทยจะลอยตัวค่าเงินบาท สมัยรัฐบาล พลเอก ชวลิต ท่านได้ข่าวลือมาก่อนไหมคับ

ตอนมาตรการ 30% จะประกาศใช้ กับ ตอนมาตรการ 30% จะได้รับการยกเว้นกับตลาดหุ้น หลังประกาศใช้ ได้เพียงวันเดียว ท่านได้ข่าวลือมาก่อนไหมคับ

ครั้นจะไม่ให้แคร์ข่าวลือเลย ก็ไม่ได้ ต่อให้ท่านลงทุน ในหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูงก็เหอะ

เพราะหากข่าวลือในทางร้าย มันเกิดขึ้นจริง ความเสียหายมากมาย มันก็สามารถเกิดขึ้นกับท่านได้ ในทางตรงข้าม หากมีข่าวลือในทางที่ดี แล้วท่านบอกว่า ไม่สนข่าวลือ มันก็สูญเสียโอกาส ในการทำกำไรได้เหมือนกัน

ข่าวลือที่ฮิตๆ เช่น ข่าวปฏิวัติซ้ำ ปฏิวัติซ้อน ปฏิวัติย้อน ข่าวลือเรื่องรัฐบาลถังแตก เรื่อง IMF คิดถึงไทย เรื่องต่างชาติจะทุบค่าเงิน ฯลฯ ข่าวรายใหญ่เข้าลุยซื้อ หุ้นตัวนี้จำนวนมาก ข่าวรายใหญ่ขายหุ้นบริษัทอยู่ ข่าวบริษัทกำลังจะเพิ่มทุน บริษัทจะชนะประมูล บริษัทจะต้องทำ Tender Offer บริษัทกำลังจะมีข่าวดี บริษัทมีงานใหญ่รออยู่ บริษัทกำลังจะได้พันธมิตรต่างชาติ บริษัทจะประกาศจ่ายปันผลสูงมาก บริษัทจะไปเทคโอเว่อร์กิจการอื่น หรือบริษัทกำลังจะถูกเทคโอเว่อร์ บริษัทจะชนะคดีหรือจะแพ้คดี และ อื่นๆอีกมากมาย

ข่าวอะไรก็ตาม หากมาถึงท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใครๆก็รู้เหมือนท่านด้วย แสดงว่า ผู้กุมชะตาหุ้นตัวนั้น มีความพยายามให้ข่าวกระจาย เพื่อหวังผลทางใดทางหนึ่ง

เดี๋ยวเราไปดูกันครับ ว่าทำไมเซียนหุ้นถึงให้ “ซื้อทันที” ที่มีข่าวลือในเชิงบวก แล้วค่อยขายทำกำไร เมื่อข่าวจริงปรากฏ เข้าตำราที่ว่า “Buy on rumor, Sell on fact”

และ ทำไมเซียนหุ้นถึงให้ “ขายทันที” ที่มีข่าวลือในเชิงลบ แล้วค่อยซื้อหุ้นคืน ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมมาก เมื่อข่าวจริงปรากฏ เข้าตำราที่ว่า “Sell on Rumor, Buy on fact”

แต่ก่อนจะซื้อหรือขาย ช่วยเช็คหน่อยก็ดี ว่าเราเป็นคนแรกๆที่รู้ข่าวลือนี้ หรือ เขารู้กันทั้งตลาดแล้ว ลองเช็คราคาคร่าวๆดูนะครับ ว่ามันขึ้นหรือลงเล่นข่าวนั้นมากี่วันแล้ว อย่าตกเป็นเหยื่อของข่าวลือ โดยเด็ดขาด

บางที เรื่องราวต่างๆนี้ อาจจะช่วยให้ท่านเข้าใจได้ว่า ทำไมบริษัทออกจะมีข่าวดีปานนั้น แต่พอท่านซื้อแล้ว มันดันทะลึ่งลง และ ทำไมบริษัทเจอมรสุมขนาดนี้ แต่พอท่านขาย มันกลับเด้งกลับ ซะงั้น

ท่านเชื่อเรื่อง ข่าววงในไหมครับ…

โดยเฉพาะข่าววงใน ที่มาจากเจ้าของหุ้น หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว การนำข้อมูลภายในมาซื้อขายหุ้น ก่อนจะแจ้งข้อมูลข่าวสารสารสนเทศ ต่อนักลงทุนอย่างเป็นทางการนั้น ผิดกฎหมายฐานใช้ข้อมูลวงใน (Insider trading) และผิดจรรยาบรรณ เพราะถือว่าไม่มีธรรมาภิบาลครับ

แต่เอาเข้าจริง ก็มักมีพฤติการณ์ทำนองนี้ อยู่เรื่อยๆ มีทั้งจับได้มั่ง จับไม่ได้มั่ง หรือกว่าจะจับได้ก็เข้าตำรา กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้

ผมไม่สนับสนุนให้ท่านทำผิดกฎหมาย หรือร่วมกับเจ้าของหุ้นทำผิดนะครับ แต่ในเมื่อยังมี เจ้าของหุ้น มีพฤติการณ์ Insider trading แล้วก็เป็นการเอารัดเอาเปรียบนักลงทุน มาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ปราบไม่ได้ทำลายไม่หมดมาถึงยุคปัจจุบัน และยังน่าจะมีต่อไป คู่กับตลาดหุ้นในอนาคต ผมก็ขอเปิดกลเกมเจ้าของหุ้นให้รู้กันไว้

พวกเราคนเล่นหุ้นจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือบางทีอาจมีรางวัลงามติดปลายนวม หากเรารู้ทันพวกเจ้าของหุ้นเจ้าเล่ห์ทั้งหลาย

ถ้าบริษัทกำลังจะมีข่าวดี สมมุติว่าท่านเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้บริหาร หรือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ท่านจะแอบเข้าเก็บหุ้นก่อนหรือเปล่าครับ

และเมื่อท่านเก็บจนพอแล้ว ท่านอยากให้หุ้นขึ้นหรือเปล่าครับ

ถ้าจะให้หุ้นขึ้นด้วย และ ท่านเองก็ได้บุญคุณด้วย ท่านก็ต้องบอกคนใกล้ตัว ให้เข้าเก็บด้วยใช่ไหมครับ

เมื่อคนใกล้ตัว หลายๆคน เข้าเก็บ กราฟราคาหุ้นจะออกอาการ เป็นแนวโน้มขาขึ้น และเมื่อคนใกล้ตัวท่าน โทรกริ๊งกร๊างบอกญาติพี่น้องเพื่อนพ้องเขา ข่าวลือก็จะปูด ออกสู่สาธารณะ พร้อมๆกับ ราคาขยับขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างเร็ว จริงปล่าว

และเมื่อข่าวจริงปรากฏ เมื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าว นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายใหม่ พร้อมแนะนำซื้อ บอกว่าดี อย่างงั้นอย่างโง้น อย่างงี้ ทำให้ มวลชนคนส่วนใหญ่ในตลาด ที่เคยลังเล ตอนได้ยินข่าวลือมาใหม่ๆ เกิดมีความมั่นใจอย่างแรง ที่จะเข้าซื้อตาม อย่างเร่งรีบ ด้วยความกลัว ตกขบวนรถไฟสายด่วน

แหม ราคาก็ขึ้นมามากแล้ว ปริมาณหุ้นที่ตั้งรอซื้อก็หนาแน่น ท่านจะขายไหมครับ คนใกล้ตัวและญาติพี่น้องเพื่อนพ้องทั้งหลาย อยากจะขายไหมครับ กำไรขนาดนี้แล้ว

ถึงจะมีข่าวดี แต่หากปริมาณหุ้นจำนวนมหาศาล ถูกเทขายลงมา ยังไงราคาก็รูดลง ตรงนี้เองที่ทำให้ กลุ่มที่ขาย ทำกำไรไปก่อน มีความมั่นใจว่าจะได้ซื้อคืน ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ……. ก่อนที่อานิสงค์ของข่าวดีนั้นจะไปโผล่ในงบการเงิน เจ้าของหรือผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ทำกำไรกันได้ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว

เรื่องนี้ ผมขอแชร์ประสบการณ์หน่อย แล้วกันครับ ว่าผมจัดการอย่างไรกับข่าวลือดีๆเหล่านั้น

เมื่อมีข่าวดีลือเข้ามา ผมจะเคาะซื้อไปก่อน 1 ส่วนเลย เพื่อทดสอบสมมุติฐานของข่าว

ยังไงเสีย ไม่ว่า ข่าวดีที่ลือเข้ามานั้นจะจริงหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อย ผู้เจตนาปล่อยข่าว ก็ต้องมีการ เคาะโชว์นำขึ้นไปก่อนล่ะครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับข่าว เพื่อลวงมวลชนว่าข้อดีนี้มีมูล

หากผมซื้อไปแล้ว ราคาไม่ยักกะลง ทีนี้แหละ ก็จะซื้อตามขึ้นไป ตามสไตล์ “ยิ่งขึ้นยิ่งซื้อ” แสดงว่า หุ้นตัวนี้ มันมีอะไรซ่อนอยู่ จำนวนหุ้นที่วางขาย มันเลยไม่เพียงพอ ต่อความต้องการซื้อในขณะนั้น จนผู้ซื้อต้องเคาะซื้อขึ้นไปแบบไม่เกี่ยงราคา

แต่หากผมซื้อหุ้นเข้าไปแล้ว ราคาก็ร่วงตกลงมา นี่ซิปัญหา ไฉนหุ้นถึงดิ่งลงมา ให้เราซื้อได้อีกที่ราคาเดิม หรือ บางที ซื้อได้ถูกกว่าเดิมมากๆด้วยซ้ำ แบบนี้ ผมเผ่นล่ะ ขายขาดทุนหนีตายดีกว่า แสดงว่า สมมุติฐานเราผิดแล้ว ใครจะมาใจดี ให้เราได้ซื้อได้ไม่อั้น ขนาดนั้น ถ้ามันมีข่าวดีจริงๆ รออยู่ ในระยะเวลาอันใกล้

สังเกตไหมครับ หากผมซื้อแล้วขึ้น มันจะขึ้นๆๆ จนทำกำไรได้มากมาย แม้ข่าวจะยังไม่ออกก็ตาม แต่หากผมซื้อแล้วลง ผมทิ้งโดยเร็ว เสียหายเพียงเล็กน้อย ถือว่า ยังคุ้มค่าที่จะเข้าไปเสี่ยง

ย้ำอีกทีนะครับ ถ้าซื้อหุ้นแล้วมันไปในทิศทางที่เราคาดหวัง กำไรจะวิ่งไปอย่างมากมาย แต่หากซื้อแล้วผิดคาด รีบยอมแพ้แต่เนิ่นๆ จะเสียหายเพียงเล็กน้อย

แบบนี้ ถูก 5 ครั้ง ผิด 5 ครั้ง ก็รวยแล้ว

และอย่าลืมนะครับ ไม่ว่า ข่าวดีที่ลือกัน ไม่ว่าจะเป็นแจกวอแร้นท์ ได้พันธมิตรใหม่ ได้งานโครงการใหญ่ หรือ จ่ายเงินปันผล ในอัตราที่สูงมากก็ตาม และไม่ว่าข่าวนั้นจะจริงหรือเท็จก็ตาม ส่วนใหญ่ราคาหุ้นจะวิ่งนำขึ้น มาก่อนเสมอ ท่านต้องเลือกแล้วล่ะครับว่าจะซื้อในทันที หรือ ซื้อเมื่อข่าวออก

ถ้าข่าวลือนั้น มีมูลจริง ความต้องการซื้อก็ควรจะสูง ปริมาณหุ้นที่วางขาย ก็ควรจะมีแต่คนที่จ้องจะแย่งกันเก็บ ถึงแม้ อาจจะมีการบล็อกหุ้น หรือ ตบไล่แขก ลงมาบ้าง แต่ราคาก็จะไม่ลงไปลึก เพราะหากลงลึก หุ้นจะถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในมือของรายย่อยแทน ซึ่งเป็นไปได้หรือครับ หากบริษัทกำลังจะมีข่าวดี แต่เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ กลับนำความมั่งมี คืนสู่มวลชน

ในทางตรงกันข้าม สมมุติใหม่ ให้ท่านเป็นเจ้าของบริษัท หรือ เป็นผู้บริหาร หรือ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เหมือนเดิมแล้วกัน เรายังไม่ปลดท่านออก และท่านก็รู้ดีที่สุดว่า บริษัทมีข่าวร้ายซ่อนอยู่ ท่านจะชิงขายหุ้น ออกมาก่อนไหมครับ

และเมื่อท่านขายออกมาแล้ว ท่านอยากให้มันลงไหมครับ

ด้วยความหวังดี ท่านก็อาจจะกระซิบบอกคนใกล้ตัว บอกญาติพี่น้อง ว่าอีกไม่นานข่าวร้ายจะปูดออกมา

เมื่อคนวงในรู้ข่าวก็จะโทรไปสั่งขาย และเมื่อขาย กราฟราคาหุ้นก็จะออกอาการเป็นแนวโน้มขาลง

ช้างตายทั้งตัว ไม่สามารถเอาใบบัวมาปิดได้ ในไม่ช้า ข่าวลือก็จะปูด ออกสู่สาธารณะ พร้อมๆกับ ราคาไหลลงไปเรื่อยๆ

และเมื่อข่าวร้ายปรากฏ เมื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าว นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายลง พร้อมแนะนำขาย ด้วยเหตุผล อย่างงั้นอย่างโง้น อย่างงี้ ทำให้ รายย่อยส่วนใหญ่ในตลาด ที่เคยลังเล ตอนได้ยินข่าวลือมา เกิดความกลัว และรีบขายล้างพอร์ตหนีตาย

ตลาดหุ้นเป็นเรื่องของอารมณ์ การตอบสนองต่อข่าว เกินเหตุเสมอ ดังนั้น ราคาหุ้นที่ถูกเททิ้งลงมามากมาย จนราคาต่ำกว่าเหตุนั้น ก็จะเริ่มจูงใจให้เจ้าของบริษัท ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นใหญ่ ซื้อหุ้นคืนแล้วล่ะ จริงไหมครับ มีข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียว ที่คนวงในจะไม่ซื้อคืน นั่นคือ บริษัทนั้น มันเน่าในจริงๆ กระทั่ง ผู้บริหารและเจ้าของ ยังไม่คิดที่จะซื้อคืนเลย

กรณีนี้ ถ้าเป็นผม ผมจะจัดการอย่างไรกับข่าวลือร้ายๆเหล่านั้น

ปกติแล้ว คนเล่นหุ้น ขี้ตกใจนะ ยังไงเสีย หุ้นก็ลงก่อนล่ะ หากมีข่าวร้ายเข้ามา

ใครบอกว่ากระต่ายตื่นตูม ก็ช่างเถอะ ผมขายก่อนล่ะ ยามที่มีข่าวร้ายวิ่งเข้ามา ยากที่ใครจะไปทนทานแรงขายได้

ในเมื่อหุ้นมีแนวโน้มจะลงเพราะความกังวลข่าวร้าย ผมจะรออะไรอยู่ครับ แทนที่จะไปนั่งเช็คข่าว ไปถามใครต่อใคร หรือ นั่งรอข่าว ผมขอขายก่อนไม่ดีกว่าหรือ

ธรรมชาติของหุ้น ลงได้รวดเร็ว และ รุนแรง กว่าการขึ้นเสมอ ยังไงเสีย ขายไปแล้วก็ยังมีโอกาสได้ซื้อคืนอยู่ดี เพราะเมื่อข่าวลือเข้ามาในตลาด ถึงเราไม่ขาย คนอื่นก็ขาย ยังมีคนอีกตั้งมากมายนะครับ ที่ต้นทุนเขาต่ำมากและอยากจะล็อคกำไรออกมาก่อน

เมื่อคนทั้งตลาดขายหุ้นออกมา จนแรงขายหมดเกลี้ยงแล้ว จนราคาหุ้นต่ำเกินเหตุแล้ว แบบนี้เราค่อยซื้อคืน ก็ยังไม่สายใช่ไหมครับ แถมซื้อหุ้นคืนได้ครบ ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิมตั้งเยอะ

www.ThaiDayTrade.com

Friday, October 2, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 12 : กลวิธี สงครามกองโจร

“เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี เอ็งหนี ข้าตาม” นอกจากจะนำไปใช้ในการรบแบบสงครามกองโจรแล้ว ยังมีการนำมาใช้ในตลาดหุ้นโดยรายใหญ่เสมอ


จะว่าไปแล้ว กลวิธี สงครามกองโจร ก็แสบไม่แพ้ กลวิธี สวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนะครับ

ต่างกันเพียง การสวนควันปืนเล่นสวนทางมวลชนนั้น จะใช้จิตวิทยาและอำนาจเงิน ควบคุมตลาด ในขณะที่ กลวิธีสงครามกองโจร จะใช้ข่าววงในและอำนาจบริหารควบคุมราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง

ผมสังเกตเห็นตามเว็บบอร์ดหุ้นหลายแห่ง มักตั้งข้อสงสัยว่า นักวิเคราะห์บางค่าย เชียร์ซื้อให้รายใหญ่ออกของ เชียร์ขายให้รายใหญ่เข้าเก็บ นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น

ผมขอฟันธงเลยว่า นักวิเคราะห์ “ส่วนใหญ่” ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

แต่รายใหญ่ต่างหากที่กำลังทำสงครามกองโจรกับคุณ

การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความรู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเครื่องมือในการทำงานที่ดีพอนะคับ

ความรู้และเครื่องมือ ในการวิเคราะห์การลงทุนของนักวิเคราะห์ ออกจะมีมากมายหลายหลาก

แต่ทุกวันนี้ รายใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ ส่วนตนอีกที

หลังจากรายใหญ่เข้าเก็บหุ้นจนมากพอ เขาก็จะเริ่มด้วยการไล่ราคาหุ้น จนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" จากนั้นเขาก็จะวางขาย รินขาย ไม่หยุดหย่อน และลงเอยด้วยการทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย"

หลังจากที่กราฟสั่งขายแล้ว เขาไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยเลยครับ แค่นั่งรอเวลาเฉยๆ อีกไม่นาน เขาก็จะได้ซื้อหุ้นคืน ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ

หลังจากมีโอกาสได้นัดพบนั่งกินข้าวกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา ในฐานะผู้รู้ดีที่สุดแล้วในตลาด เกี่ยวกับหุ้นตัวนี้

ไม่รู้ว่า เป็นเพราะเขาเกรงใจที่ผมเลี้ยงข้าวหรือเปล่านะ ในที่สุดเขาก็เล่าให้ฟัง เมื่อผมถามว่า ทำไม หุ้นของนายถึงกวนบาทาขนาดนี้ เที่ยวซิกแซกรังแกชาวบ้าน

“นายคิดดู ถ้านายเป็นรายใหญ่ ใช้เงินสดซื้อหุ้น ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำ ขายใส่ตลอดทาง นายเซ็งไหม”

“นายว่า มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหมล่ะ ในการทำราคา หากเจอแต่พวกเดย์เทรดมาจับเสือมือเปล่า กินเงินของนาย ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน”

“เราเลยจำเป็นต้อง ลาก กระชาก ตบ เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ตามที่ "เจ้านาย" สั่ง”

เอ ถ้าผมบอกเจ้านี่ว่าผมจะเอาเรื่องของเขามาเขียนหนังสือ เขาจะเล่าให้ผมฟังรึปล่าวหว่า

เอาล่ะ จากนี้ไป ผมยกพื้นที่ให้เขาสาธยายเลยแล้วกัน

“ขั้นแรก เราก็จะต้องสะสมหุ้นก่อน เราจะไปเช็คกราฟจากโปรแกรมเทรด เพื่อหาจุดตัดขาดทุน และแนวรับ จากนั้น เราจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งซื้อรอไว้ หลายๆราคา แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งรอซื้อไว้ที่แนวรับ แล้วก็สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้งออร์เดอร์รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุดตัดขาดทุน”

“เมื่อออร์เดอร์ตั้งรอไว้หนาแน่น เราก็จะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่งบิด นายสังเกตไหมว่า หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่งแทน แต่ภาพที่ออกมามันน่ากลัวนะ เพราะบิดที่รอไว้เป็นล้านหุ้นโดนขายทิ้งจนหมดในไม้เดียว”

“นายเข้าใจใช่ไหม นี่มันเกิดผลทางจิตวิทยาขึ้นแล้ว คราวนี้ คนที่ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่น ก็จะขายทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ออร์เดอร์ของเรา ที่ตั้งรอไว้ที่แนวรับ ได้ของมามากพอสมควรเลยล่ะ”

“จากนั้น ก็จะสั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ทุกคนที่มีหุ้นอยู่ก็จะขายหนีตาย ราคามันก็จะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เราตั้งซื้อไว้ในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนจนครบ”

“ถ้ายังได้ไม่ครบ แสดงว่ามีคนใจแข็งทนถืออยู่ เราก็จะสั่งบล็อกราคาซะ ขนหุ้นเอามาวางขายหนาๆที่ฝั่งออฟเฟอร์ แล้วก็ตบมั่ง ทุบลงมามั่ง บีบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้หุ้นครบตามที่เจ้านายสั่ง”

“ตอนนี้ กราฟเสียรูปแล้วใช่ปล่าว วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะออกมาแนะนำ ขาย ให้ เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย เราตั้งรอไว้ไม่นาน เดี๋ยวเราก็จะได้ของครบแล้วไง”

แหม ดูเจ้านี่เล่าให้ฟัง มันช่างโหดร้ายเสียจริงๆ

ระหว่างเล่าเรื่อง ดูเหมือนเพื่อนผมจะมีความสุขแกมซาดิสม์ นั่นนะซิ คนที่ควบคุมอะไรได้แบบเบ็ดเสร็จ มักจะคิดว่าตนมีพลัง มักจะคิดว่าตนมีอำนาจ ชี้เป็นชี้ตายทางไหนก็ได้อยู่ในมือ

นี่ ข้าวยังกินไม่หมดเลย มันกลับโม้ต่อเป็นการใหญ่ ไปฟังแผนอุบาทว์ของมันกันต่อเลยครับ

“คราวนี้ พอได้ของครบ เราก็จะค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แบบไม่ให้ใครสังเกตเห็น ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตกัน”

“เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว เจ้านายก็จะเริ่มให้ข่าวดีเป็นระยะๆ ผ่านสื่อ แต่ขณะเดียวกัน เราก็จะโทรไปสั่งให้โบรกฯ วางหุ้นหนาๆ ไว้ที่ฝั่งออฟเฟอร์ด้วย แล้วเราก็จะสั่งให้อีกโบรกฯ หนึ่งเคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป นายสังเกตไหมว่า หุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้น เราไม่ได้ใช้เงินมากขึ้นนะ แค่เปลี่ยนหุ้นและเงินไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่งแทน”

“ข่าวที่ค่อยๆทยอยออกตามสื่อ กับภาพที่ออกมาดูดี เพราะมีคนกวาดซื้อหมดเกลี้ยงเป็นล้านหุ้นในไม้เดียว นายว่ามันน่าสนรึปล่าวล่ะ ตอนนี้ใครๆก็เริ่มจับตาแล้ว”
“เราก็สั่งโบรกฯ หนึ่งให้ซื้อหุ้นของเรา ที่เราสั่งวางขายไว้กับอีกโบรกฯ หนึ่งขึ้นไปเรื่อยๆ อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านขึ้นไปได้ คราวนี้ โปรแกรมเทรดก็จะสั่งซื้อแล้วใช่ป่ะ วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ก็จะออกมาแนะนำ ซื้อ เองแหละ เพราะมันเกิดสัญญาณซื้อ”

“โธ่ นาย คิดดู เราตุนหุ้นไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ตอนนี้มีคนมาตั้งรอซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ถ้าไม่ขายตอนนี้ จะให้ไปขายตอนไหนล่ะ”

“แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสียรูป เดี๋ยวขายไม่ได้ราคา อย่ากระนั้นเลย ค่อยๆแอบๆขาย ดีกว่า เราเคาะขวาสลับบ้าง นิดๆหน่อยๆ ก็ไม่เป็นไรใช่ป่าว ของเราวางไว้เองทั้งนั้น ไอ้ที่ตั้งรอขายอยู่หน่ะ”

“จนเมื่อไหร่ แรงซื้อชักเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เราก็จะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน”

“เออ นายรู้ปล่าว เวลาขาย เจ้านายสั่งไว้ว่าอย่าขายออกมาจนหมด ทายสิว่าทำไม”

“ก็บางคนใจแข็ง ถือทนนะสิ เวลาขายเลยต้องเหลือหุ้นไว้หน่อยนึง เพื่อทิ้งไม้สุดท้าย โครมลงมา ให้หลุดแนวรับลงไปเลย กราฟจะได้สั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืน”

“พอวันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะออกมาแนะนำ ขาย เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย เราตั้งรอไม่กี่วัน เดี๋ยวก็มีคนขายคืนเรามาแล้ว"

เมื่อผมฟังเจ้าเพื่อนผมคนนี้มันโม้จบ ก็ได้แต่ถอนใจ

โถ นักวิเคราะห์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามกองโจรโดยไม่ได้เจตนา

ถ้าใครจะเล่นหุ้นให้ได้เงินนะครับ ผมว่านะ อย่าไปรอนักวิเคราะห์เลย กว่านักวิเคราะห์จะแนะนำ ซื้อ มันก็ขึ้นไปไกลจนเขาจะขายกันแล้ว และกว่าที่นักวิเคราะห์จะแนะนำ ขาย มันก็ลงมาลึกจนเขาจะทยอยเก็บคืนกันแล้ว

ทางที่ดีนะครับ เราศึกษากราฟ ทำการบ้าน และดูโวลุ่มประกอบในชั่วโมงเทรดน่าจะดีกว่า อยากได้เงินมันก็ต้องทำงานนะครับ

หลังตลาดปิด ดูกราฟแป๊ปนึง คงไม่เสียเวลามากเท่าไหร่ ดูคร่าวๆสักหน่อยก็ยังดี ว่า กราฟหุ้นตัวไหนมีสัญญาณการสะสม ภาวะตลาดรวมและโวลุ่มเทรดในหุ้นตัวนั้น มันเอื้อต่อการเข้าเก็บแล้วหรือยัง

เก็บหุ้นพร้อมๆเขาดีกว่าครับ อย่าไปรอใครมาเชียร์

www.ThaiDayTrade.com

Thursday, October 1, 2009

ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 11 : กลวิธี สวนควันปืน เล่นฝืนมวลชน

“Beating the Market - by Going Against the Crowd” เป็นหลักการสำคัญของบรรดากองทุนข้ามชาติขนาดยักษ์ ในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งปัจจุบัน เจ้าของบริษัทและรายใหญ่ ก็ไม่น้อยหน้า มีการประยุกต์หลักการนี้มาใช้ในหุ้นรายตัวให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

เล่นสวนชาวบ้านซะงั้น ….. ข่าวดี จะขาย ข่าวร้าย จะซื้อ …..

เราจะซื้อ เมื่อ มวลชนล้วนอยากขาย และ เราจะขาย เมื่อ มวลชนล้วนอยากซื้อ

กองทุนต่างชาติขนาดใหญ่เงินทุนหนา ช่วงหลังๆมานี้ เขาใช้กลวิธีนี้กับตลาดหุ้นไทยครับ

ในภาษาอังกฤษ เรียกนักลงทุนกลุ่มนี้ว่า “Contrarian”

โดยทั่วไปแล้ว กลุ่ม Contrarian จำเป็นจะต้องมีเงินลงทุนหนา สายป่านยาว และ มีความอดทน เป็นเลิศที่จะรอคอยการพลิกฟื้นของสถานการณ์

กลุ่ม Contrarian มีความเชื่อว่า นักลงทุนมักจะตื่นตระหนก จนราคาหุ้นร่วงลงมาเกินเหตุ ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ราคาหุ้นก็ควรจะวิ่งกลับไปสู่มูลค่าที่ควรจะเป็นของกิจการได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากบริษัทนั้น ยังมีฐานะทางการเงินที่ดี มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และ มีเงินปันผลจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราที่สูง ซึ่งเป็นเสมือนเกราะป้องกันพอร์ตชั้นดี จากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการลงทุน

ปัจจุบัน Contrarian ไม่ได้จำกัดเฉพาะในกลุ่มกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนระยะยาวเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมในหมู่เฮดจ์ฟันด์ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะขอเรียกว่า กองทุนสวนมวลชน แทน ก็แล้วกันนะครับ

เดี๋ยวเราไปดูกัน ว่ากองทุนสวนมวลชน เขาเล่นอะไรกับจิตวิทยามวลชน

เมื่อทุกคนในตลาดหุ้นหมดอาลัยตายอยาก ข่าวร้ายท่วมท้น มีการขายหุ้นกระหน่ำซ้ำเติมลงมา กองทุนสวนมวลชน เขาก็จะไปตั้งซื้อรอที่แนวรับ

เมื่อเขารับ มันก็หยุดไหล นักเก็งกำไรระยะสั้นก็จะเข้ามาซื้อหุ้น

เมื่อหุ้นดีดตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนชนแนวต้านแรก กองทุนสวนมวลชนก็รู้ดีว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนมาขายใส่แถวแนวต้าน เพราะข่าวร้ายยังปกคลุมตลาดอยู่ ก็เลยไปตั้งซื้อรอที่แนวต้าน

เมื่อมวลชนขายลงมาเมื่อราคาหุ้นชนแนวต้าน แต่กองทุนสวนมวลชนตั้งซื้อรอ ราคาหุ้นมันก็หยุดไหล จากนั้น กองทุนสวนมวลชนก็จะซื้อผ่านแนวต้านขึ้นไป และเมื่อนักเก็งกำไรระยะสั้นเห็นว่า ผ่านแนวต้านไปได้แล้ว ก็จะเริ่มเข้ามาซื้อหุ้น

เมื่อหุ้นดีดตัวขึ้นไปเรื่อยๆ จนชนแนวต้านถัดไป กองทุนสวนมวลชนก็รู้ดีว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนมาขายใส่แถวแนวต้าน เพราะข่าวร้ายยังปกคลุมตลาดอยู่ ก็เลยไปตั้งซื้อรอที่แนวต้านที่สอง เมื่อมวลชนขายหุ้นทิ้งลงมาจนหมดแรงขายแล้ว กองทุนสวนมวลชนก็จะซื้อผ่านแนวต้านที่สองขึ้นไป

แปลกไหมล่ะครับ คนส่วนใหญ่ตั้งซื้อที่แนวรับ ตั้งขายที่แนวต้าน แต่ตานี่มาแปลก ดันตั้งซื้อที่แนวต้าน

เมื่อกลุ่มอื่น ขายหุ้นจนเกลี้ยงแล้ว เมื่อกองทุนสวนมวลชนได้หุ้นครบ ตามจำนวนที่วางแผนไว้แล้ว ก็จะกระชาก ลากให้ผ่านแนวต้าน อย่างรวดเร็ว จนเกิด Buy Signal ตรงนี้นี่เอง ที่เสมือนเป็นการบีบให้กองทุนอื่นและมวลชนที่ไม่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตต้องมาไล่ซื้อหุ้นตามขึ้นไปเรื่อยๆ

และเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์ดีขึ้น เมื่อข่าวดีเต็มตลาด สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์มองโลกในแง่ดี มีการปรับประมาณการดัชนีขึ้นไป เมื่อนั้นแหละครับ คือจังหวะขายของกองทุนสวนมวลชน

ลีลาในการขาย ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับการซื้อเลยครับ

เมื่อทุกคนในตลาดหุ้น มองโลกในแง่ดี ข่าวดีเต็มไปหมด กองทุนสวนมวลชน ก็จะขายแล้วล่ะ เพราะต้นทุนตัวเองต่ำกว่าใครเพื่อน แถมยังขายได้ราคาดี ขายได้ปริมาณมากอีกด้วย เพราะอารมณ์ช่วงนี้ มีแต่คนอยากซื้อมากกว่าอยากขาย

เมื่อเขาขายลงมาถึงแนวรับ เขาก็จะหยุดขาย ตรงจุดนี้ มวลชนทั้งตลาดซึ่งรับรู้แต่ข่าวดี ก็กลัวว่าตนจะเสียโอกาส ทุกคนเลยมาตั้งรอซื้อหรือเคาะซื้อขึ้นไป

เมื่อมีออร์เดอร์ซื้อมารออยู่มากมาย ทำไมจะไม่ขายล่ะครับ กองทุนสวนมวลชนดีใจด้วยซ้ำที่มีออร์เดอร์ตั้งเยอะมารอซื้ออยู่

หลังจากที่กองทุนสวนมวลชนทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่มีใครกล้ามาตั้งซื้ออีก คราวนี้ล่ะ เขาก็จะขายโครมลงมา เพื่อให้หลุดแนวรับ เพื่อให้เกิด Sell Signal ตรงนี้นี่เอง ที่เสมือนเป็นการบีบให้กองทุนอื่นและมวลชนอื่นต้องทำการขายหุ้นทิ้งตามลงมา เพราะขณะนี้ มีแนวโน้มว่า ตลาดหุ้นจะดิ่งลงยาว

เห็นไหมครับ Contrarian เล่นสวนมวลชนตลอด คนส่วนใหญ่ตั้งซื้อที่แนวรับ ตั้งขายที่แนวต้าน แต่ตานี่มาแปลก ดันเจตนาขายให้เสียราคา ขายไปได้จนหลุดแนวรับลงมาเลย

ที่เล่าให้ฟังนี่ ไม่ได้หมายถึงให้ท่านทำตัวฝืนตลาดในฐานะจ่าฝูงนะครับ

ท่านจะเป็นผู้นำในการใช้กลวิธีนี้ไม่ได้

ผู้ที่จะใช้ กลวิธีสวนมวลชนเพื่อบีบให้มวลชนเป็นผู้แพ้ตลอดกาลได้ จะต้องใจเย็น มีสายป่านยาวมาก มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เมื่อเทียบกับทั้งตลาด และจำเป็นต้องกล้าได้กล้าเสียซะด้วย

ที่เอามาพูดคุยกัน ก็หวังให้ท่านเห็นกลวิธีของเขา และเกาะติดตามเขาให้ทัน จะได้ชนะแบบเขามั่ง

ดังนั้น ถึงแม้จะมีข่าวดีอยู่ บางทีเราก็ต้องเสี่ยงขาย ล็อคกำไรออกมา และ ถึงบางช่วง จะมีข่าวร้ายท่วมตลาด เราก็อาจต้องกัดฟันซื้อ หากตลาดที่เราเล่นอยู่นั้น มีกองทุนสวนมวลชนเป็นเจ้าพ่อตลาดหุ้นอยู่ แต่การซื้อ ต้องเลือกดูหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐาน ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงด้วยนะครับ

ไม่เช่นนั้นแล้ว จะเสียหายใหญ่หลวงอย่างหาสาเหตุมิได้เลยครับท่าน

เมื่อพูดถึง กลวิธี เล่นสวนมวลชนแล้ว ก็อดนึกถึง Mark Mobius ไม่ได้ แกชอบซื้อหุ้นตอนที่ตลาดหุ้นเผชิญหน้าอยู่กับความกลัว

Mark Mobius ราชาแห่งตลาดหุ้นเกิดใหม่ ถือเป็นผู้บุกเบิกการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา หลายครั้งด้วยกัน ที่แกเลือกจังหวะที่จะเข้าไปลงทุน ในช่วงที่ แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างประเทศ ยังไม่กล้าแม้แต่จะคิดเข้ามาเที่ยว หรือมาลงทุนเลย

“The Best Time to Invest is when there's Blood Running in the Streets” Mark Mobius พูดประโยคนี้อยู่บ่อยครั้ง หลังจากที่แกพบว่า นี่เป็นจังหวะที่จะทำให้เป็นเจ้าของกิจการได้ด้วยราคาต่ำสุด

Mark Mobius มีความชื่นชอบในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากครับ ด้วยเล็งเห็นว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่บางประเทศ มีอัตราการเติบโตสูงและคุ้มค่าความเสี่ยงที่จะเข้าลงทุน

พอร์ตการลงทุนในกองทุนที่เขาบริหารอยู่ ส่วนใหญ่กระจายการลงทุนไปในประเทศเกาหลี จีน ไต้หวัน แอฟริกาใต้ และบราซิล

ในแต่ละปี เขาใช้เวลากว่า 10 เดือนต่อปี ในการเดินทางไปประเทศต่างๆ ทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อเข้าชมกิจการ เพื่อค้นหาบริษัทที่จะลงทุน โดยไม่คำนึงว่าเป็นประเทศใด เพราะเขาสนใจเฉพาะกิจการที่มีปัจจัยพื้นฐานเยี่ยม และมีบรรษัทภิบาลและความโปร่งใสเท่านั้น



มาถึงตรงนี้ ท่านอาจจะนึกถึงวัน งงๆ ของท่านออก

“น้องค่ะ ทำไมหุ้นมันขึ้นแรงจัง ไหนจะมาตรการ 30% ไหนจะ พรบ.ธุรกิจคนต่างด้าว ไหนจะผลประกอบการตกต่ำ”

“เอ ทำไมมันขึ้นแรงจังครับ ไหนจะปฏิวัติซ้อน ไหนจะมีม็อบหลายกลุ่มมาชุมนุม ไหนจะการเมืองที่ยังไม่นิ่ง”

มาถึงตรงนี้ อยากจะขอเสริมเพิ่มเติมหน่อยนึงครับ ว่าทำไม พวกสวนมวลชนถึงกล้าเสี่ยง หากตัวเองสวนๆซื้อขึ้นไปท่ามกลางข่าวร้ายเต็มตลาด แล้วอยู่ดีๆเกิดเหตุการณ์ช็อคตลาดขึ้นมาอย่างแรง ไม่เจ๊งย่อยยับกลับบ้านเลียแผลเป็นปีหรอกหรือ

เมื่อข่าวร้ายท่วมตลาด ทุกค่ายโบรกเกอร์มองลง กองทุนสวนมวลชนจะเริ่มหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นครับ และทุกครั้งที่เข้าซื้อหุ้นในแต่ละระดับของแนวต้านขึ้นไป เขาเองก็ต้องบริหารความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ ด้วยการ “Short” ฟิวเจอร์ กันไว้ เผื่อพลาด

เมื่อเขาล็อคระดับราคาขายดัชนีไว้ล่วงหน้าที่ราคานี้แล้ว หากมีเหตุการณ์พลิกผันมาช็อคตลาด อย่างน้อยที่สุด มูลค่ารวมของพอร์ตก็เจ๊า ไม่กำไรไม่ขาดทุน หรือหากขาดทุนก็จะขาดทุนเล็กน้อยครับ เพราะมีกำไรจากการ “Short” ฟิวเจอร์ มาช่วยชดเชยผลขาดทุนในพอร์ตหุ้น

พอจะตอบคำถามที่ค้างคาใจทุกท่านได้บ้างแล้วนะครับ ว่า ทำไม เวลาข่าวร้ายท่วมตลาด หุ้นกลับขึ้นหน้าตาเฉย แต่พอข่าวดีเต็มไปหมด หุ้นกลับถูกนำมาขายลดราคา

Contrarian เขาจะหาโอกาสในทุกวิกฤติครับ

จึงไม่แปลกเลย ถ้าบางครั้งเราอาจจะต้องซื้อตามกระแสเงินที่เข้ามาผลักดันราคาจนหุ้นขึ้น แม้เปิดทีวี หนังสือพิมพ์ จะเจอแต่ข่าว สถานการณ์การเมืองตึงเครียด การเผชิญหน้ากันทางการเมือง สงคราม การจลาจล ฯลฯ

ขณะเดียวกัน บางครั้งเราอาจจะต้องขาย ทั้งๆที่ มองไปทางไหนก็เจอแต่ข่าวดี

จะว่าไป กลวิธีนี้ ก็คล้ายๆกับกลยุทธ์ทางการทหารเลยนะเนี่ยะ

ใช้เครื่องบินรบไล่ยิงภาคพื้นดินแบบปูพรม แล้วแอบนำ นาวิกโยธิน ยกพลขึ้นบก อย่างเงียบๆ ตามด้วย เหล่าทหารกล้า บุกประชิด ศูนย์บัญชาการ ก่อนจะปักธง ประกาศชัย เหนือข้าศึก

www.ThaiDayTrade.com

SAA Consensus หุ้นที่มีการ update วันนี้

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ ภาวะตลาด

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ เทคนิค

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ หุ้นรายตัว

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ พิเศษ

SETTRADE.COM - บทวิเคราะห์ หุ้น IPO

กรุงเทพธุรกิจ - ธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ - การเงิน - การลงทุน