DSM Concept (ตอนที่ 1) - คุณสมบัติของนักลงทุน
แนวคิดของ DSM
“สะสมจำนวนหุ้นให้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเงินเพิ่ม” เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ลองนึกว่า ถ้าคุณมีบ้านให้เช่า ทุกเดือนจะได้ค่าเช่า ค่าเช่าที่ได้นี้ให้สะสมเก็บไว้ เมื่อได้มากพอก็นำไปลงทุนเพิ่ม จากบ้าน 1 หลัง กลายเป็น 2 หลัง จาก 2 หลังกลายเป็น 4 หลัง จาก 4 หลังกลายเป็นโรงแรม (แนวคิดดั้งเดิมจากเกมเศรษฐี ที่โรเบิร์ตนำมาประยุกต์และเพิ่มเติมกลายเป็นเกม cashflow)
คุณสมบัติของผู้ที่จะใช้วิธี DSM
1. ต้องเป็นนักลงทุนระยะยาว ระยะยาวในที่นี้คือ ตลอดชีวิต เงินลงทุนนี้จะต้องเป็นเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้วหรือเก็บมาจากรายจ่ายฟุ่มเฟือย และห้ามถอนเงินนี้มาใช้เป็นอันขาด
2. ต้องมีแนวคิดในการสร้างรายได้จากทรัพย์สิน "อย่าทำงานเพื่อเงิน แต่จงให้เงินทำงานแทนเรา"
3. อิสรภาพทางการเงินไม่ได้หมายถึงความร่ำรวยมีเงินหลายร้อยล้าน แต่หมายถึงการมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง มีอิสระที่จะทำสิ่งที่ต้องการทำ อิสรภาพทางการเงินไม่ได้วัดที่จำนวนเงินที่มี แต่วัดกันที่ "ใครมีเวลาเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการมากกว่ากัน"
4. ต้องมีวินัยในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนด้วยวิธี DSM ถ้าหากเลิกกลางคัน จะเกิดความเสียหายมาก
5. ต้องมีเป้าหมายในอนาคต เป้าหมายนี้ไม่ใช่เงินจำนวนเท่าใด แต่เป้าหมายที่ต้องตั้งคือ "ฉันจะต้องได้รับเงินปันผลเท่าใดจึงจะพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน"
6. จิตใจต้องหนักแน่น มั่นคง ไม่วอกแวกกับเสียงทักของนักพนัน
ผู้ที่ห้ามลงทุนแบบ DSM
1. ต้องการเงินกำไรเร็วๆ ในระยะเวลาสั้นๆ
สิ่งที่คุณจะได้จาก DSM
1. ได้เป็นเจ้าของบริษัทที่คุณชอบ
2. เงินปันผลที่จะเพิ่มมากขึ้นทุกปี ตามจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
3. มีเวลาว่างอย่างเหลือเฟือที่จะอยู่กับครอบครัว และทำประโยชน์ให้สังคม
4. สุขภาพจิตสดใส หุ้นขึ้นก็สุขใจ หุ้นตกก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
ไม่มีเงิน ไม่มีเวลา ลงทุนแบบ DSM ได้หรือไม่
1. เงินที่ต้องใช้ในการลงทุนแบบ DSM อาจจะเริ่มต้นด้วยเงินเพียง 10,000 บาท (ถ้ายังไม่มีเงิน 10,000 บาทในเวลานี้ ให้ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยให้ได้เดือนละ 1,000 บาท ครบ 1 ปีก็มีเงินลงทุนแล้ว) ระหว่างที่เก็บออมอยู่นี้ อาจจะทดลองเทรดหุ้นในกระดาษ (หรือใน Excel) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะลงทุนด้วยเงินจริง
2. ไม่มีเวลาดูหุ้นทั้งวัน - ดูแค่วันละครั้งหลังจากกลับจากทำงาน แล้ววางแผนในวันรุ่งขึ้น อาจจะได้จำนวนหุ้นเพิ่มไม่มาก หลังจากนั้นคุณก็จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเวลาที่คุณมีได้
ต้องทำงานทุกวัน ไม่มีเวลาดูหุ้น จะลงทุนแบบ DSM ได้หรือไม่
1. การลงทุนในหุ้นก็เหมือนคุณร่วมลงทุนเปิดบริษัท ดังนั้นคุณจึงควรมีเวลาบ้างเพื่อที่จะดูว่าบริษัทของคุณมีพัฒนาการเป็นอย่างไร วันนี้ยังไม่มีเวลา แต่ถ้าตั้งใจจริง ใช้เวลาวันละครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว
เมื่อมั่นใจแล้วว่าจะลงทุนในแบบ DSM สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เลือกหุ้นที่จะลงทุน
==============================================================
DSM Concept (ตอนที่ 1.5) - เอ๊ะ ฉันเป็นนักลงทุนประเภทไหนหว่า
บรรดาผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในตลาดหลักทรัพย์แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ
1. นักลงทุน
2. นักเก็งกำไร
ลองถามตัวเองก่อนครับว่า เอ๊ะ ฉันเป็นนักลงทุนหรือนักเก็งกำไร
ตลาดทุกชนิดบนโลกต้องมีคนทั้ง 2 ประเภท ถ้ามีแต่นักลงทุน ราคาหุ้นก็จะอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับไปไหน ถ้ามีแต่นักลงทุนที่ลงทุนเพื่อรับปันผล ข่าวที่เราได้ยินอาจจะบอกว่า วันนี้ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลง 0.5 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติใดๆ ถ้าผมหรือคุณจะเป็นนักเก็งกำไร
ข้อแตกต่างระหว่างนักลงทุนกับนักเก็งกำไร
- นักเก็งกำไร : ต้องการกำไรเป็นเงินสดในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 1 นาที, 1 ชั่วโมง, 1 วัน, 1 สัปดาห์, 1 เดือน ขึ้นอยู่กับความอดทนของแต่ละคน
- นักลงทุน : ต้องการเงินปันผลตามอัตราที่เหมาะสม
วิธีดูแบบง่ายสุดก็ดูแบบนี้ครับ
ถ้าคุณซื้อหุ้นเพราะหวังว่า ราคาหุ้นจะขึ้นและขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง คุณเป็นนักเก็งกำไร
ถ้าคุณซื้อหุ้นแล้วรอรับปันผล คุณเป็นนักลงทุน ส่วนจะได้ส่วนต่างจากราคามาเป็นของแถมหรือไม่นั่นไม่เป็นไร
นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร ใครเหมาะที่จะใช้วิธี DSM
ถ้าคุณหวั่นไหวกับราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติครับ ใครๆ ก็เป็นกัน แต่สำหรับ VI แล้ว เมื่อลงทุนหุ้นใดไปแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะมั่นใจว่าบริษัทนั้นๆ มีแนวโน้มที่จะดำเนินงานต่อไปได้ไม่ดี VI จึงจะเปลี่ยนไปลงทุนในบริษัทอื่น แต่ถ้าราคาหุ้นตกลงมามากเท่าใด ตราบใดที่บริษัทนั้นยังมีผลประกอบการที่ดี VI ก็ยังคงลงทุนต่อไป และอาจจะซื้อเพิ่มอีกด้วย วิธี DSM จึงเหมาะกับนักลงทุนแบบ VI ที่ใช้เงินลงทุนก้อนเดิมที่มีอยู่มาเพิ่มจำนวนหุ้น VI หลายๆ คนที่ผมรู้จักก็ไม่อยากใช้ DSM เพราะไม่ถนัด ส่วนนักเก็งกำไรส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธี DSM ช้า ไม่ทันใจ แถมได้กำไรน้อยอีกด้วย
ดังนั้น DSM จึงเป็นส่วนผสมระหว่างนักลงทุนที่เป็น VI ในสายเลือด แต่เพิ่มทักษะในการซื้อขายหุ้นแบบนักเก็งกำไรเข้าไป เพื่อเพิ่มจำนวนหุ้นให้มากขึ้น โดยใช้การทำงานเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน ใครที่คิดจะใช้วิธี DSM เพียงเพราะหวังว่าจะช่วยทำให้เงินที่หายไปจากการซื้อขายหุ้นได้คืนมาล่ะก็ ลองคิดดูอีกครั้งนะครับว่าคุณมีจิตวิญญานของนักลงทุนแบบ VI หรือไม่ เพราะถ้าคุณเลิกกลางคัน คุณจะสูญเสียมากกว่าการเก็งกำไรก็เป็นได้ และที่สำคัญวิธี DSM นี้ใช้เวลานานมาก
==============================================================
DSM Concept (ตอนที่ 2) - เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
คุณสมบัติของหุ้นที่จะลงทุนด้วยวิธี DSM
1. ต้องเป็นหุ้นที่จ่ายเงินปันผล โดยดูจากประวัติย้อนหลังของบริษัท
2. ต้องเป็นหุ้นที่มีคนนิยม และมีจำนวนหุ้นซื้อขายในตลาดมากพอสมควร เพราะเราจะสร้างหุ้นเพิ่มจากส่วนต่างของราคา จากการแกว่งตัวของราคาจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวนั้นเป็นที่นิยม ก็ดูที่นี่ครับ
http://www.set.or.th/static/market/mainboard.html ให้ดูที่ช่องขวาสุด Value ('000 Baht) ยิ่งมีมูลค่าการซื้อขายมากเท่าใด แสดงว่าหุ้นตัวนั้นได้รับความนิยมมาก
3. ต้องเป็นบริษัทที่คุณอยากเป็นเจ้าของ
การที่จะหาหุ้นที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ประการ สำหรับแต่ละคน อาจจะเป็นเรื่องยาก คุณจึงต้องยอมตัดคุณสมบัติบางประการออกไปบ้าง เช่น
- สำหรับคนที่มีเวลาซื้อขายหุ้น อาจจะเลือกหุ้นที่ราคาแกว่งตัวมาก โดยที่หุ้นนั้นอาจจะจ่ายปันผลไม่ดีนัก เพื่อที่จะสร้างจำนวนหุ้นให้เพิ่มในอัตราที่มากพอ เมื่อได้หุ้นมากพอแล้วจึงเปลี่ยนตัวไปยังหุ้นที่หมายตาเพื่อรับปันผล
- สำหรับคนที่ไม่มีเวลาซื้อขายหุ้น ถ้าเลือกหุ้นที่มีการแกว่งตัวมากอาจจะกระตุกหัวใจ แบบนี้ควรเลือกหุ้นพื้นฐานดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ราคาไม่เปลี่ยนแปลงมาก คุณเพียงแค่ใช้เวลาดูแลเพียงวันละครึ่งชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว
เริ่มต้นด้วยจำนวนหุ้นเท่าใด
จำนวนหุ้นที่เหมาะสมสำหรับวิธี DSM คือ 10,000 หุ้น ดังนั้นถ้าหุ้นที่คุณหมายตาไว้มีราคาหุ้นละ 100 บาท คุณจะต้องมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท การเลือกหุ้นในระดับราคาที่เหมาะสมจะทำให้การซื้อขายหุ้นตามแผนการลงทุนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าคุณรักและอยากลงทุนในหุ้นราคา 100 บาทจริงๆ มี 2 วิธีครับ
1. หาเงินล้านจากการทำงานมาลงทุน
2. เริ่มจากหุ้นตัวละ 10 บาท ใช้เงินลงทุน 1 แสน ลงทุนด้วยวิธี DSM อย่างมีวินัย ไม่เกิน 5 ปี คุณก็จะก้าวไปลงทุนในหุ้นระดับราคา 100 บาท ได้อย่างสง่าผ่าเผย
==============================================================
DSM Concept (ตอนที่ 3) - คันมือแล้ว เริ่มต้นยังไงดีล่ะ
เมื่อเลือกหุ้นที่จะลงทุนในแบบ DSM ได้แล้ว คราวนี้ก็มาถึงเวลาเข้าซื้อหุ้น
กฎการลงทุน
1. ห้ามขาดทุน
2. ถ้าไม่เข้าใจให้อ่านข้อ 1
3. ถ้าไม่เข้าใจให้อ่านข้อ 1 อีกครั้ง
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครคิดกฎ 3 ข้อนี้ (คล้ายๆ กฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์เลย) แต่ผมก็ชอบนะ
แล้วจะทำอย่างไร ไม่ให้ขาดทุน
ง่ายๆ เลย ซื้อหุ้นแล้วหุ้นต้องขึ้น นั่นแหละจึงจะไม่ขาดทุน
ถึงแม้ว่า DSM จะมีวิธีรับมือกับขาลง แต่การเข้าซื้อในจังหวะที่เหมาะสมก็มีความสำคัญมาก
จะรู้ได้อย่างไรว่า เวลาไหนควรซื้อ
ประสบการณ์จะบอกคุณเองว่า ซื้อตอนนี้ ตอนนั้น ราคาหุ้นจะขึ้น ไม่มีกฎตายตัวว่าจะดูอย่างไร เพราะถ้ามีกฎแบบนี้แล้ว ทุกๆ คนคงรวยกันหมดทั้งโลกแน่ๆ
ดังนั้น เมื่อเราไม่สามารถหาจุดซื้อที่ประกันได้แน่นอนว่าหุ้นจะขึ้น เราก็อย่าไปกังวล ให้เราหาจุดซื้อในช่วงที่หุ้นมีทีท่าขยับตัวขึ้น ถ้าซื้อผิดจังหวะ ก็รับมือด้วยวิธี DSM
ห้ามซื้อในเวลาที่หุ้นกำลังมีราคาลดลงเด็ดขาด จำไว้ว่า ถึงแม้ราคาหุ้นจะถูกแล้ว แต่ก็ยังมีถูกกว่า และยังมีถูกที่สุดอีกด้วย
อาจจะฝืนความรู้สึกสำหรับบางคน แต่ถ้าเคยบาดเจ็บจากการซื้อหุ้นราคาถูกแล้วอีกแป๊บเดียวราคาก็ถูกกว่าที่ซื้อมา ก็จะเข้าใจเองแหละครับ
==============================================================
DSM Concept (4) – กลยุทธ์เมื่อหุ้นลง
ซื้อหุ้นแล้ว ไม่มีใครรับประกันได้ว่าราคาหุ้นจะขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีกลยุทธ์เพื่อรับมือในเวลาหุ้นลง
ลงยังไงก็ไม่หวั่น
สมมุติว่าคุณซื้อหุ้นราคา 10.00 บาท จำนวน 10,000 หุ้น
บนหน้าจอจะเป็นแบบนี้
Vol Bid Offer Vol
100,000 9.95 10.00 50,000
จำไว้ว่า ขายที่ Bid ซื้อที่ Offer อย่าไปเสียเวลาต่อรองราคาเหมือนเดินจตุจักรเป็นอันขาด
กฎก็คือ ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าที่ซื้อ 2 ช่อง ให้ขาย 10% (คงพอจะได้คำตอบแล้วนะครับว่า ทำไมขายครั้งแรกต้อง 2 ช่อง)
ถ้าราคาลงมาเป็นแบบนี้
Vol Bid Offer Vol
200,000 9.90 9.95 170,000
อ๊ะๆ ลงมา 2 ช่องแล้ว ขายเลยดีมั๊ย ยังๆ อย่าใจร้อน
ก่อนอื่นต้องรู้ว่าเราจะขายกี่หุ้น กรณีนี้เราจะขาย 1,000 หุ้น ให้ดูวอลุ่มที่ช่อง Bid ว่ามีมากแค่ไหน และดูด้วยว่ามีใครขายที่ราคา 9.90 หรือยัง
อย่าขายเป็นคนแรก เพราะอาจโดน กลต เพ่งเล็งได้ว่ามีเจตนาทุบราคา
ถ้าสักพัก ราคาเป็นแบบนี้
Vol Bid Offer Vol
50,000 9.90 9.95 120,000
ถึงตรงนี้ต้องจับตาดู ถ้าเห็นว่ามีขายครั้งละหลายๆ หมื่นหุ้น ก็อย่ารอช้ารีบขาย 1,000 หุ้นของเราได้เลย ตรงนี้แหละครับสำหรับมือใหม่ที่จะทำได้ยาก มัวแต่ลังเลว่าจะขายดีหรือไม่ อย่าลังเลครับ ถ้าคุณลังเลขายช้า แทนที่จะขายได้ที่ 9.90 กลับต้องไปขายที่ 9.85 คุณทำเงินหล่นหายไปแล้ว 0.05 % จากความลังเลในครั้งนี้
จบการขายครั้งแรก ให้กำหนดจุดซื้อคืนไว้ที่ 3 ช่องจากราคาขาย นั่นก็คือ 9.75 ราคานี้ให้มองฝั่ง Offer ถ้ามาถึงซื้อทันทีอย่ารีรอ
ถ้าสักพัก ราคาเป็นแบบนี้
Vol Bid Offer Vol
60,000 9.85 9.90 50,000
วิธี DSM ในแบบคุณเด่นศรี คือรอ ไม่ต้องทำอะไร เพราะราคายังลงมาไม่ถึง 2 ช่องจากจุดเดิมที่เราเคยขายไปแล้ว
แต่แบบของผมที่เพิ่มความงกเข้าไป ถ้าผมเห็นแนวโน้มแล้วว่ามีแรงขายเข้ามาตลอด ผมจะขายที่ราคา 9.85 อีก 5% แล้วไปขายที่ 9.80 อีก 5% รวมแล้วก็ 10% พอดี
ถึงตรงนี้แล้ว ใครที่ยังไม่เข้าใจให้ลองทำดูนะครับ
มีคำถามปิดท้ายนิดนึงว่า ผมใช้กองหลังแค่ 20% ในเวลาปกติ ใครตอบได้ ไม่มีรางวัลครับ มีแต่รอยยิ้มมอบให้ ( ยิ้ม )
==============================================================
DSM Concept (5) - หัวใจของ DSM
ก่อนจะไปกันต่อ ขอเพิ่มเรื่องแนวคิดของ DSM อีกรอบนะครับ
หลักสำคัญของ DSM คืออะไร
DSM ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ทำแล้วจะรวย แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้คุณไปถึงอิสรภาพทางการเงินในระยะเวลาที่คุณกำหนดได้ โดยในระหว่างเดินทางในเส้นทางนี้ ร่างกายและจิตใจของคุณจะสดชื่นเบิกบาน
การซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไร ก็เหมือนการขุนวัวเนื้อให้อ้วนแล้วก็จับไปชำแหละ ส่วนการเก็บหุ้นปันผลไว้ก็เหมือนกับการเลี้ยงวัวนมเพื่อรีดนมวัว
ขายวัวเนื้อแต่ละครั้งได้เงินมากมาย ต่างจากการรีดนมวัวแต่ละวันที่ได้เงินนิดเดียว แต่ได้สม่ำเสมอทุกวัน และได้ลูกวัวเป็นของแถมด้วย ลูกวัวที่ได้นี้ ถ้าเป็นแม่วัวนมเมื่อเลี้ยงให้โตก็จะได้แม่วัวไว้รีดนมวัวเพิ่ม ถ้าเป็นวัวตัวผู้จะเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์หรือขายเป็นวัวเนื้อก็ได้ทั้งนั้น
ไม่ว่าคุณจะใช้ DSM กับหุ้นตัวไหน ถ้ายังคงแนวคิด และเป้าหมายในการเป็นเจ้าของวัวนมล่ะก็ คุณยังอยู่ในทางของ DSM ระหว่างทางจะขายลูกวัวตัวผู้ไปบ้างก็ไม่เป็นไร เงินที่ได้ถ้ายังนำกลับมาซื้อแม่วัวก็ยังอยู่ในแนวทางของ DSM
DSM มีข้อดีคือมีกระบวนการที่จะป้องกันไม่ให้ใครมาทำร้ายรังแกหุ้นของเรา นอกจากนั้น DSM ยังช่วยให้คุณสดชื่นเบิกบานกับหุ้นของคุณได้ทุกวัน ตรงนี้ล่ะคือความสุขที่แท้จริงที่เงินซื้อไม่ได้ และอย่าลืมตั้งเป้าหมายในอนาคตของคุณด้วยว่า เมื่อมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว จะทำอะไรบางคนมีเป้าหมายชัดเจนว่า จะใช้เวลาอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี ไม่อยากให้เเป็นหมือนพ่อแม่สมัยนี้ที่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวโดยไม่มีเวลาสั่งสอนและให้ความอบอุ่นกับลูก เป้าหมายที่แน่ชัดนี้จะช่วยส่งให้คุณมีวินัยที่จะทำต่อไปจนถึงจุดหมาย
==============================================================
DSM Concept (6) - หัวใจห้องที่ 2 ของ DSM
"My favorite time frame for holding a stock is forever" -- Warren Buffett นี่ล่ะครับคือหัวใจที่ทำให้ Warren Buffett ทำกำไรจากหุ้นได้มากที่สุด Warren Buffett จะเลือกหุ้นที่มีอนาคตดี ชนิดที่เรียกว่า ต่อให้เขาตายไปแล้วบริษัทนั้นก็ยังคงอยู่ต่อไป เช่น โค้ก ยิลเล๊ต และกอดหุ้นเหล่านั้นไว้ตลอดไป
จะใช้ DSM ให้ประสบความสำเร็จ ต้องลืมเรื่องเวลา
คนที่มีหุ้นติดดอยอยู่ ลองถามตัวเองสักนิดว่า กังวลใจเพราะอะไร เพราะราคา หรือ เวลา ถ้าซื้อหุ้นแล้วรีบร้อนอยากขาย ขายถูกขายแพงก็เป็นทุกข์ คราวนี้จบสั้นๆ แบบนี้แหละครับ ( ยิ้ม )
==============================================================
DSM Concept (7) - หัวใจห้องที่ 3 ของ DSM
ระบบการซื้อ - ขาย ที่ดี คือส่วนสำคัญของ DSM
เมื่อกระโจนเข้าสู่สมรภูมิหุ้น บ่อยครั้งที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้บ่อยๆ หลายๆ ครั้งที่เรามักไม่กล้าขายหุ้นเมื่อหุ้นลง จนหุ้นลงมาก ก็ยิ่งตัดใจขายลำบากยิ่งขึ้น วิธีของคุณเด่นศรีช่วยสร้างระบบป้องกันตัวไว้อย่างแยบยล การตัดขายเพียง 10% นอกจากจะช่วยสร้างกระแสเงินสดแฝงแล้ว ยังเป็นการประกันความเสี่ยงของหุ้นอีก 90% ที่เราถือไว้อีกด้วย
อย่าลังเล เมื่อถึงเวลาที่ต้องขาย ง่ายๆ แค่นี้จริงๆ
Tuesday, June 28, 2011
Wednesday, September 8, 2010
กูรูหุ้นพันล้าน : บทอวสาน “สุดยอด…วิชัย วชิรพงศ์”
ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท” จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่”
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การนำเสนอ Story ชีวิต และความสำเร็จของ “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ ก็เดินทางมาถึง “ปลายทาง” ตามวาระแห่งความพอดี (ฉบับสุดท้าย วันที่ 19 ตุลาคม 2550 วันครบรอบ 20 ปีเต็ม ของเหตุการณ์ Black Monday) ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา รวมทั้งสิ้น 27 ตอน กับอีก 1 บทสรุปของ “สุดยอดวิชา”
ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท” จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่” ขอคารวะด้วยจิตศรัทธาว่า “ไม่ธรรมดา”
ก่อนจากลา “ถนนนักลงทุน” ขอรวบรวมคำพูดและวลีเด็ดๆ จากกูรูหุ้นระดับประเทศท่านนี้ ถ่ายทอดเป็น “ยอดวิชา” หวังให้ไป “ผลิบาน” ในความคิดของนักลงทุน เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ สืบสานสร้างความมั่งคั่งเรื่อยไป
ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง ตอนที่ 27 มี วลีเด็ดๆ ที่น่าสนใจดังนี้
ตอนที่ 1 เงินนี่มันแปลก เงิน 1 ล้านบาท คุณจะเพิ่มให้เป็น 2 ล้านบาท ช่วงนี้จะยากมาก แต่จาก 2 เพิ่มเป็น 4 เริ่มง่าย จาก 4 เพิ่มเป็น 8 ยิ่งง่ายกว่า…นี่เรื่องจริง
ตอนที่ 2 ถ้าในโลกนี้ใครได้อะไรมาง่ายๆ ก็ยากที่จะรักษาให้มันอยู่กับเราได้อย่างยั่งยืน
ตอนที่ 3 หุ้นจะเป็นขาขึ้น “ราคา” และ “ปริมาณ” จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน
ตอนที่ 4 ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น…มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา “ผิด” คุณต้องเปลี่ยน “อย่าดันทุรัง”
ตอนที่ 5 สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้…จะลอกข้อสอบคนเก่ง แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน
ตอนที่ 6 ในการเล่นหุ้นให้ชนะตลาด เราต้องพายเรือตามน้ำ อย่าพายเรือทวนน้ำ เพราะการ “ฝืนกระแส” จะทำให้เรา “เสี่ยงสูง” ที่จะขาดทุน
ตอนที่ 7 จากประสบการณ์ 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด “ตอนประมาณ ตี 5″ หรือ อีก 1 ชั่วโมงฟ้าจะสว่าง…ผีไม่มี
ตอนที่ 8 วิธีการเอาตัวรอดในช่วงที่ต้องเผชิญกับ “วิกฤตการณ์” ทางเดียวที่จะทำให้เรา “รอด” คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต
ตอนที่ 9 ความลับของเงินจะเติบโตก็เฉพาะกับคนที่รู้จักใช้มันเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
ตอนที่ 10 การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส “ร่ำรวย” ได้ยาก!!! เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อยโอกาสผิดพลาดจะสูง
ตอนที่ 11 คำศัพท์ของนักเล่นหุ้น เขาบอกว่า “ลูกยังเล็กอยู่” เราจะพลาดไม่ได้ หมายความว่าหุ้นตัวนี้ “อันตราย” เราต้อง Cut Loss ทิ้ง
ตอนที่ 12 ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป
ตอนที่ 13 ท่องเอาไว้เลย “วอลุ่มพีค” คือ “ราคาพีค” และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว “รีบาวด์” แต่ไม่ทำ “นิวไฮ” ใหม่…”มันต้องลง”
ตอนที่ 14 ถ้าหุ้นเป็น “ขาลง” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า “มันกำลังจะวิ่ง”
ตอนที่ 15 นิสัยผมถ้าอะไรที่ไม่แน่ใจเต็มร้อย ผมจะเข้าไปลงทุนด้วยเงินก้อนน้อยๆ ก่อน ยิ่งถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไร จะเล่นเป็นรอบ จะไม่ทุ่มสุดตัว และไม่ถือยาว
ตอนที่ 16 คำว่า “ข่าวลือ” คุณต้องแอบพูดในที่ “ลับ” ถ้ามากระจายให้มหาชนรับรู้…มาบอกนักข่าว แสดงว่า “จบรอบ” แล้ว…คุณต้องทิ้ง
ตอนที่ 17 ถ้าจะเล่น “หุ้นปั่น” เราต้องซื้อน้อยๆ เกาะตู้เย็น หาค่ากับข้าวได้ แต่อย่าไปเล่นแรง อย่าไปทุ่ม เดี๋ยวเจ้ามือมันจะโยนหุ้นใส่เรา
ตอนที่ 18 กรณีที่หุ้นจะปรับตัว “ลงแรง” วอลุ่มมักจะทำ “พีค” ก่อน ให้สังเกตว่ารายย่อยจะแห่เข้าใส่ แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัวมันจะ “ลงลึก”
ตอนที่ 19 ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น “หุ้นดี” ให้สังเกตฝั่ง Bid จะน้อย แต่ฝั่ง Offer จะเยอะ ภาวะอย่างนี้คือ ช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ แต่ไม่ไล่ราคา
ตอนที่ 20 “เฮียประธาน” เขาเป็นเจ้าของคอร์ทแบดมินตัน อยู่แถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ “พญาอินทรี” ถ้าวันไหนที่พวกเรา “เละ” หรือ “เจ๊ง” กันหมด เขาจะบินมาเลย…เขาจะมาซื้อหุ้น
ตอนที่ 21 การอ่านอารมณ์ตลาด ถ้า “รายย่อย” สงบเสงี่ยมเจียมตัว “ฝรั่ง” ไม่เข้า บอกได้เลยว่าเล่นหุ้นไม่ได้ตังค์ ถ้าจะเล่นหุ้นได้กำไร รายย่อยต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรแห่กันเข้ามาเล่นตามน้ำ ตลาดแบบนี้ “ได้ตังค์”
ตอนที่ 22 ถ้าเราเทรดหุ้นทุกวัน สมองมันไม่มีจุดคิด การตัดสินใจบ่อยมันพลาดได้ง่าย คุณต้องรอจังหวะ รอให้เครื่องมือทางเทคนิคยืนยัน แล้วทุกคนเริ่มกลัวกันหมด ตรงนั้นคือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด ซื้อเสร็จก็ใส่ปี๊บเอาไว้
ตอนที่ 23 ถ้าคิดจะ “สร้างราคาหุ้น” แล้วไม่ให้วงแตก มือทำหุ้นที่เป็นมืออาชีพ เขาจะบอกเจ้าของหุ้นว่า คุณต้องโอนหุ้นมาให้ก่อน แล้วต้องเอาเงินมาให้ด้วย…ล้านเปอร์เซ็นต์เลย ถึงจะสำเร็จ !!!
ตอนที่ 24 พูดตรงๆ ผมเคยเล่นหุ้นปั่น วันที่ผมขายหมด บางคนไม่ได้ขาย ผมเสียเพื่อนไปก็หลายคน เสียน้องไปก็หลายคน สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มหรอก…เชื่อผมสิ!!!
ตอนที่ 25 วิธีการลงทุนแบบ “แวลู อินเวสเตอร์” ส่วนตัวมองว่า “มันเสี่ยง” บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ!! ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส
ตอนที่ 26 ลักษณะตลาดหุ้นที่แกว่งตัวออกด้านข้าง และไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในตลาด คนที่เล่นหุ้นแล้วได้ตังค์ ต้อง “เล่นรอบ” คือ เล่นหุ้นแบบ “ปิงปอง” จะได้เปรียบ แต่อย่าไปทุ่มเทอะไรกับมันมาก
ตอนที่ 27 วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง
นอกจากนี้ “เสี่ยยักษ์” ยังมีเคล็ดไม่ลับ ที่อยากฝากแฟนๆ “ถนนนักลงทุน” อีก 5 ข้อ
“คำพูดที่ผมอยากจะฝากไว้ จำเอาไว้เลยนะ…”
1.อย่าตามหลังมวลชน 2.จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด 3.จุดที่อันตรายที่สุด คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ “ตี 5″ ถึง “ตี 5 ครึ่ง” (ก่อนฟ้าสาง) 4.อย่าคิดคนเดียว อย่าตอบคำถามคนเดียว อย่าเล่นหุ้นคนเดียว และ 5.คนเล่นหุ้นให้ชนะ ต้องเลิกนิสัย “ถามเอง-ตอบเอง-เออเอง” สุดท้าย “เจ๊งลูกเดียว”
ที่มา : Bangkok Biz Week
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การนำเสนอ Story ชีวิต และความสำเร็จของ “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ ก็เดินทางมาถึง “ปลายทาง” ตามวาระแห่งความพอดี (ฉบับสุดท้าย วันที่ 19 ตุลาคม 2550 วันครบรอบ 20 ปีเต็ม ของเหตุการณ์ Black Monday) ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา รวมทั้งสิ้น 27 ตอน กับอีก 1 บทสรุปของ “สุดยอดวิชา”
ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท” จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่” ขอคารวะด้วยจิตศรัทธาว่า “ไม่ธรรมดา”
ก่อนจากลา “ถนนนักลงทุน” ขอรวบรวมคำพูดและวลีเด็ดๆ จากกูรูหุ้นระดับประเทศท่านนี้ ถ่ายทอดเป็น “ยอดวิชา” หวังให้ไป “ผลิบาน” ในความคิดของนักลงทุน เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ สืบสานสร้างความมั่งคั่งเรื่อยไป
ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง ตอนที่ 27 มี วลีเด็ดๆ ที่น่าสนใจดังนี้
ตอนที่ 1 เงินนี่มันแปลก เงิน 1 ล้านบาท คุณจะเพิ่มให้เป็น 2 ล้านบาท ช่วงนี้จะยากมาก แต่จาก 2 เพิ่มเป็น 4 เริ่มง่าย จาก 4 เพิ่มเป็น 8 ยิ่งง่ายกว่า…นี่เรื่องจริง
ตอนที่ 2 ถ้าในโลกนี้ใครได้อะไรมาง่ายๆ ก็ยากที่จะรักษาให้มันอยู่กับเราได้อย่างยั่งยืน
ตอนที่ 3 หุ้นจะเป็นขาขึ้น “ราคา” และ “ปริมาณ” จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน
ตอนที่ 4 ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น…มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา “ผิด” คุณต้องเปลี่ยน “อย่าดันทุรัง”
ตอนที่ 5 สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้…จะลอกข้อสอบคนเก่ง แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน
ตอนที่ 6 ในการเล่นหุ้นให้ชนะตลาด เราต้องพายเรือตามน้ำ อย่าพายเรือทวนน้ำ เพราะการ “ฝืนกระแส” จะทำให้เรา “เสี่ยงสูง” ที่จะขาดทุน
ตอนที่ 7 จากประสบการณ์ 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด “ตอนประมาณ ตี 5″ หรือ อีก 1 ชั่วโมงฟ้าจะสว่าง…ผีไม่มี
ตอนที่ 8 วิธีการเอาตัวรอดในช่วงที่ต้องเผชิญกับ “วิกฤตการณ์” ทางเดียวที่จะทำให้เรา “รอด” คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต
ตอนที่ 9 ความลับของเงินจะเติบโตก็เฉพาะกับคนที่รู้จักใช้มันเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
ตอนที่ 10 การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส “ร่ำรวย” ได้ยาก!!! เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อยโอกาสผิดพลาดจะสูง
ตอนที่ 11 คำศัพท์ของนักเล่นหุ้น เขาบอกว่า “ลูกยังเล็กอยู่” เราจะพลาดไม่ได้ หมายความว่าหุ้นตัวนี้ “อันตราย” เราต้อง Cut Loss ทิ้ง
ตอนที่ 12 ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่ม เราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป
ตอนที่ 13 ท่องเอาไว้เลย “วอลุ่มพีค” คือ “ราคาพีค” และ ถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว “รีบาวด์” แต่ไม่ทำ “นิวไฮ” ใหม่…”มันต้องลง”
ตอนที่ 14 ถ้าหุ้นเป็น “ขาลง” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า “มันกำลังจะวิ่ง”
ตอนที่ 15 นิสัยผมถ้าอะไรที่ไม่แน่ใจเต็มร้อย ผมจะเข้าไปลงทุนด้วยเงินก้อนน้อยๆ ก่อน ยิ่งถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไร จะเล่นเป็นรอบ จะไม่ทุ่มสุดตัว และไม่ถือยาว
ตอนที่ 16 คำว่า “ข่าวลือ” คุณต้องแอบพูดในที่ “ลับ” ถ้ามากระจายให้มหาชนรับรู้…มาบอกนักข่าว แสดงว่า “จบรอบ” แล้ว…คุณต้องทิ้ง
ตอนที่ 17 ถ้าจะเล่น “หุ้นปั่น” เราต้องซื้อน้อยๆ เกาะตู้เย็น หาค่ากับข้าวได้ แต่อย่าไปเล่นแรง อย่าไปทุ่ม เดี๋ยวเจ้ามือมันจะโยนหุ้นใส่เรา
ตอนที่ 18 กรณีที่หุ้นจะปรับตัว “ลงแรง” วอลุ่มมักจะทำ “พีค” ก่อน ให้สังเกตว่ารายย่อยจะแห่เข้าใส่ แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัวมันจะ “ลงลึก”
ตอนที่ 19 ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น “หุ้นดี” ให้สังเกตฝั่ง Bid จะน้อย แต่ฝั่ง Offer จะเยอะ ภาวะอย่างนี้คือ ช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ แต่ไม่ไล่ราคา
ตอนที่ 20 “เฮียประธาน” เขาเป็นเจ้าของคอร์ทแบดมินตัน อยู่แถวถนนบางรัก ฉายาเขา คือ “พญาอินทรี” ถ้าวันไหนที่พวกเรา “เละ” หรือ “เจ๊ง” กันหมด เขาจะบินมาเลย…เขาจะมาซื้อหุ้น
ตอนที่ 21 การอ่านอารมณ์ตลาด ถ้า “รายย่อย” สงบเสงี่ยมเจียมตัว “ฝรั่ง” ไม่เข้า บอกได้เลยว่าเล่นหุ้นไม่ได้ตังค์ ถ้าจะเล่นหุ้นได้กำไร รายย่อยต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรแห่กันเข้ามาเล่นตามน้ำ ตลาดแบบนี้ “ได้ตังค์”
ตอนที่ 22 ถ้าเราเทรดหุ้นทุกวัน สมองมันไม่มีจุดคิด การตัดสินใจบ่อยมันพลาดได้ง่าย คุณต้องรอจังหวะ รอให้เครื่องมือทางเทคนิคยืนยัน แล้วทุกคนเริ่มกลัวกันหมด ตรงนั้นคือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด ซื้อเสร็จก็ใส่ปี๊บเอาไว้
ตอนที่ 23 ถ้าคิดจะ “สร้างราคาหุ้น” แล้วไม่ให้วงแตก มือทำหุ้นที่เป็นมืออาชีพ เขาจะบอกเจ้าของหุ้นว่า คุณต้องโอนหุ้นมาให้ก่อน แล้วต้องเอาเงินมาให้ด้วย…ล้านเปอร์เซ็นต์เลย ถึงจะสำเร็จ !!!
ตอนที่ 24 พูดตรงๆ ผมเคยเล่นหุ้นปั่น วันที่ผมขายหมด บางคนไม่ได้ขาย ผมเสียเพื่อนไปก็หลายคน เสียน้องไปก็หลายคน สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มหรอก…เชื่อผมสิ!!!
ตอนที่ 25 วิธีการลงทุนแบบ “แวลู อินเวสเตอร์” ส่วนตัวมองว่า “มันเสี่ยง” บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ!! ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส
ตอนที่ 26 ลักษณะตลาดหุ้นที่แกว่งตัวออกด้านข้าง และไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในตลาด คนที่เล่นหุ้นแล้วได้ตังค์ ต้อง “เล่นรอบ” คือ เล่นหุ้นแบบ “ปิงปอง” จะได้เปรียบ แต่อย่าไปทุ่มเทอะไรกับมันมาก
ตอนที่ 27 วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง
นอกจากนี้ “เสี่ยยักษ์” ยังมีเคล็ดไม่ลับ ที่อยากฝากแฟนๆ “ถนนนักลงทุน” อีก 5 ข้อ
“คำพูดที่ผมอยากจะฝากไว้ จำเอาไว้เลยนะ…”
1.อย่าตามหลังมวลชน 2.จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด 3.จุดที่อันตรายที่สุด คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ “ตี 5″ ถึง “ตี 5 ครึ่ง” (ก่อนฟ้าสาง) 4.อย่าคิดคนเดียว อย่าตอบคำถามคนเดียว อย่าเล่นหุ้นคนเดียว และ 5.คนเล่นหุ้นให้ชนะ ต้องเลิกนิสัย “ถามเอง-ตอบเอง-เออเอง” สุดท้าย “เจ๊งลูกเดียว”
ที่มา : Bangkok Biz Week
Tuesday, September 7, 2010
กูรูหุ้นพันล้าน : ตอนที่ 27 ประสบการณ์ “SHIN-W1″
“เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ เล่าประสบการณ์การเล่น “วอร์แรนท์” สมัยก่อน โดยยกตัวอย่างกรณีของ SHIN-W1 ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นกรณีศึกษา
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : โดยระบุว่า “ก้อนแรก” ที่หุ้นตัวนี้ขึ้นมากลุ่มของเรา (กลุ่มเสี่ยยักษ์) เป็นคนเล่น…ช่วงนั้นเล่นกัน มันส์! มาก
“กลุ่มเราเล่น SHIN-W1 ขึ้นมาจาก 2-3 บาท (ช่วงไตรมาส 2 ปี 2546) เล่นขึ้นไป 7-8 บาท ใช้เวลาเล่นแค่เดือนเดียว พอกลุ่มเราขายหมด ปู่ (เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล) มาเห็นดี ทุบพอร์ตมาซื้อ 30 ล้านหุ้น มารับแถวๆ 7-8 บาท มันเหมือนพวกผมไปทุบหุ้นใส่เขา ที่จริงเราไม่ได้นัดกัน แต่เห็นราคาขึ้นมาเยอะ กำไรเป็นเท่าตัวแล้วก็ขาย เพราะมันไม่ใช่หุ้นในดวงใจ ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม”
ช่วงที่ราคา SHIN-W1 ขึ้นมาประมาณ 100% แล้ว กลุ่มเสี่ยยักษ์ก็ขายทิ้งกันหมด มีเพียงเสี่ยปู่คนเดียวที่ไม่ยอมขาย ยังกอดไว้แน่น 30 ล้านหุ้น เพราะมองว่าอนาคตตัวนี้ต้องดีแน่
“ช่วงราคา 7-8 บาท (เจ้ามือ) มัน “กดราคา” แช่อยู่อย่างนั้น 4 เดือนเต็มๆ ไม่ยอมให้ขึ้น พอปู่ขายหมด มันลากขึ้นไป 24.80 บาท ใช้เวลาแค่ 2 เดือนกว่า (10 สัปดาห์) เท่านั้นเอง…วิ่งเหลือเชื่อ!!!”
(ข้อสังเกตมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่ หุ้น SHIN-W1 จะวิ่งขึ้นรอบใหญ่ จากช่วงราคา 7-8 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดของรอบ ที่ 24.80 บาท หุ้นตัวนี้ถูก “กด” ไม่ให้ขึ้นนานถึง 17 สัปดาห์ ระหว่างที่หุ้นถูกกดไม่ให้ขึ้น มีจุดสังเกต คือ “วอลุ่มหาย” (วอลุ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง) ขณะที่ราคาหุ้นไม่ลง มีลักษณะ “ไซด์เวย์” ออกด้านข้าง อยู่ในกรอบ 6.25-10.30 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้ววิ่งอยู่ในกรอบ 7-8 บาท)
เสี่ยยักษ์ บอกว่าจากประสบการณ์ครั้งนั้น สรุปว่าทุกคนเฉียดรวยกันหมด รายใหญ่เขากดดันให้คนที่เล่นหุ้นตัวนี้อึดอัดมาก (ยิ่งถือหุ้นมาก ยิ่งกดดัน) พอรวบรวมหุ้นได้มากพอก็ “ลากราคา” ขึ้นไปเลย นี่คือจังหวะชีวิตที่นักเล่นหุ้นทุกคนต้องเจอ
ส่วนสาเหตุว่า ทำไม! ถึงเลือกมาลงทุนวอร์แรนท์ตัวนี้ เสี่ยยักษ์ ขยายความว่า เดิมทีหุ้นแม่ SHIN เคยอยู่ที่ 17 บาท ประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2545 ตัวลูก SHIN-W1 เข้ามาเทรดครั้งแรกอยู่แถว 4 บาทกว่า แล้วตัวแม่ SHIN ถูกกดลงมา 10 บาท (ตลอดช่วงไตรมาส 4 ปี 2545) แล้วมันกลับขึ้นไป 17 บาทอีกครั้ง ช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 แต่ลูกมันยังอยู่แถว 2.7-2.8 บาท
“แสดงว่าแม่ มันไปแล้ว แต่ลูกยังไม่ไป พวกเราก็ “จับจุด” ตรงนี้ แล้วมาเล่นกันขึ้นไป 7-8 บาท รอบนั้น ราคาแม่ SHIN อยู่ที่ 17 บาท ราคา SHIN-W1 อยู่แถว 2.7-2.8 บาท แปลงสภาพที่ราคา 20.50 บาท อีกจุดหนึ่งจำได้ว่า “คุณบุญคลี ปลั่งศิริ” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น เขาเคยออกมาให้ข่าวว่า ตัว SHIN-W1 แปลงสภาพเป็นหุ้น SHIN ได้แน่ นี่ก็เป็นการ “ส่งสัญญาณ” ล่วงหน้า”
ประเด็นเรื่องการส่งสัญญาณจาก “ผู้มีอำนาจ” (ในบริษัท) ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยต่อทิศทางการลงทุน เสี่ยยักษ์ ยกตัวอย่างกรณีของหุ้น SCB-C1 ให้ฟัง หุ้นตัวนี้ “เจ๊ง” กันอื้อ สมัยก่อนเล่นเก็งกำไรกันทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะเล่นเก็งข่าว “ต่ออายุวอร์แรนท์” ตอนนั้น “ดร.บัณฑิต นิจถาวร” (จากแบงก์ชาติ) มาพูดว่าจะยืดอายุ แต่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” (รมว.คลัง) บอกไม่ยืด เกมจบเลย เพราะทั้งพอร์ตเล่นกันแต่ตัวนี้
วอร์แรนท์อีกตัวหนึ่งที่ “เจ็บ” กันสมัยก่อน ก็ตัว BANPU-W ของ “ตระกูลว่องกุศลกิจ” เสี่ยยักษ์ เล่าว่าเจ้าของรับไปคนเดียวหมด ประมาณปี 2541 (ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ) ราคาหุ้น BANPU อยู่แถว 13-14 บาท ราคา BANPU-W ช่วงที่ใกล้จะหมดอายุ ถูกทุบจาก 1.20 บาท ลงมาเหลือ 0.20 บาท เจ้าของเก็บของดีไปหมด เอาไปแปลงสภาพที่ราคา 10 บาท “กำไรอื้อ”
“เขาเก็บ BANPU-W ออกไปหมด…ไม่ปล่อยกลับมา แล้วทำให้วอร์แรนท์ที่เหลือ (ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด) “ไม่มีค่า” สุดท้ายรายย่อยไม่มีเงินแปลงสภาพ ก็ต้องเท BANPU-W ราคาถูกให้เขาหมด ถ้าคุณไม่รีบขายวันนี้ พรุ่งนี้ตกอีก ถ้าถือไว้ก็ต้องหาเงินอีกหุ้นละ 10 บาท ไปแปลงสภาพ ไม่มีใครมี
ก็เหมือนกับ BAY-W1 วันนี้ เจ้าของเขาได้เปรียบ เขาขายแม่ (BAY) แล้วมาเก็บลูก ไปแปลงสภาพที่ราคา 12 บาท เขามีหุ้นเท่าเดิม ได้กำไรส่วนเหลื่อมไปแบบไม่เสี่ยง ยิ่งเป็นขาขึ้น…ยิ่งกำไร (ที่ผ่านมาต้นทุนแปลงสภาพ 12 บาท + ราคา BAY-W1 ยังต่ำกว่าราคาแม่ BAY)”
เสี่ยยักษ์ ให้ข้อสังเกตว่า วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง !!
ที่มา : Bangkok Biz Week
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : โดยระบุว่า “ก้อนแรก” ที่หุ้นตัวนี้ขึ้นมากลุ่มของเรา (กลุ่มเสี่ยยักษ์) เป็นคนเล่น…ช่วงนั้นเล่นกัน มันส์! มาก
“กลุ่มเราเล่น SHIN-W1 ขึ้นมาจาก 2-3 บาท (ช่วงไตรมาส 2 ปี 2546) เล่นขึ้นไป 7-8 บาท ใช้เวลาเล่นแค่เดือนเดียว พอกลุ่มเราขายหมด ปู่ (เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล) มาเห็นดี ทุบพอร์ตมาซื้อ 30 ล้านหุ้น มารับแถวๆ 7-8 บาท มันเหมือนพวกผมไปทุบหุ้นใส่เขา ที่จริงเราไม่ได้นัดกัน แต่เห็นราคาขึ้นมาเยอะ กำไรเป็นเท่าตัวแล้วก็ขาย เพราะมันไม่ใช่หุ้นในดวงใจ ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม”
ช่วงที่ราคา SHIN-W1 ขึ้นมาประมาณ 100% แล้ว กลุ่มเสี่ยยักษ์ก็ขายทิ้งกันหมด มีเพียงเสี่ยปู่คนเดียวที่ไม่ยอมขาย ยังกอดไว้แน่น 30 ล้านหุ้น เพราะมองว่าอนาคตตัวนี้ต้องดีแน่
“ช่วงราคา 7-8 บาท (เจ้ามือ) มัน “กดราคา” แช่อยู่อย่างนั้น 4 เดือนเต็มๆ ไม่ยอมให้ขึ้น พอปู่ขายหมด มันลากขึ้นไป 24.80 บาท ใช้เวลาแค่ 2 เดือนกว่า (10 สัปดาห์) เท่านั้นเอง…วิ่งเหลือเชื่อ!!!”
(ข้อสังเกตมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่ หุ้น SHIN-W1 จะวิ่งขึ้นรอบใหญ่ จากช่วงราคา 7-8 บาท ขึ้นไปทำจุดสูงสุดของรอบ ที่ 24.80 บาท หุ้นตัวนี้ถูก “กด” ไม่ให้ขึ้นนานถึง 17 สัปดาห์ ระหว่างที่หุ้นถูกกดไม่ให้ขึ้น มีจุดสังเกต คือ “วอลุ่มหาย” (วอลุ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง) ขณะที่ราคาหุ้นไม่ลง มีลักษณะ “ไซด์เวย์” ออกด้านข้าง อยู่ในกรอบ 6.25-10.30 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้ววิ่งอยู่ในกรอบ 7-8 บาท)
เสี่ยยักษ์ บอกว่าจากประสบการณ์ครั้งนั้น สรุปว่าทุกคนเฉียดรวยกันหมด รายใหญ่เขากดดันให้คนที่เล่นหุ้นตัวนี้อึดอัดมาก (ยิ่งถือหุ้นมาก ยิ่งกดดัน) พอรวบรวมหุ้นได้มากพอก็ “ลากราคา” ขึ้นไปเลย นี่คือจังหวะชีวิตที่นักเล่นหุ้นทุกคนต้องเจอ
ส่วนสาเหตุว่า ทำไม! ถึงเลือกมาลงทุนวอร์แรนท์ตัวนี้ เสี่ยยักษ์ ขยายความว่า เดิมทีหุ้นแม่ SHIN เคยอยู่ที่ 17 บาท ประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2545 ตัวลูก SHIN-W1 เข้ามาเทรดครั้งแรกอยู่แถว 4 บาทกว่า แล้วตัวแม่ SHIN ถูกกดลงมา 10 บาท (ตลอดช่วงไตรมาส 4 ปี 2545) แล้วมันกลับขึ้นไป 17 บาทอีกครั้ง ช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 แต่ลูกมันยังอยู่แถว 2.7-2.8 บาท
“แสดงว่าแม่ มันไปแล้ว แต่ลูกยังไม่ไป พวกเราก็ “จับจุด” ตรงนี้ แล้วมาเล่นกันขึ้นไป 7-8 บาท รอบนั้น ราคาแม่ SHIN อยู่ที่ 17 บาท ราคา SHIN-W1 อยู่แถว 2.7-2.8 บาท แปลงสภาพที่ราคา 20.50 บาท อีกจุดหนึ่งจำได้ว่า “คุณบุญคลี ปลั่งศิริ” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น เขาเคยออกมาให้ข่าวว่า ตัว SHIN-W1 แปลงสภาพเป็นหุ้น SHIN ได้แน่ นี่ก็เป็นการ “ส่งสัญญาณ” ล่วงหน้า”
ประเด็นเรื่องการส่งสัญญาณจาก “ผู้มีอำนาจ” (ในบริษัท) ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยต่อทิศทางการลงทุน เสี่ยยักษ์ ยกตัวอย่างกรณีของหุ้น SCB-C1 ให้ฟัง หุ้นตัวนี้ “เจ๊ง” กันอื้อ สมัยก่อนเล่นเก็งกำไรกันทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะเล่นเก็งข่าว “ต่ออายุวอร์แรนท์” ตอนนั้น “ดร.บัณฑิต นิจถาวร” (จากแบงก์ชาติ) มาพูดว่าจะยืดอายุ แต่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” (รมว.คลัง) บอกไม่ยืด เกมจบเลย เพราะทั้งพอร์ตเล่นกันแต่ตัวนี้
วอร์แรนท์อีกตัวหนึ่งที่ “เจ็บ” กันสมัยก่อน ก็ตัว BANPU-W ของ “ตระกูลว่องกุศลกิจ” เสี่ยยักษ์ เล่าว่าเจ้าของรับไปคนเดียวหมด ประมาณปี 2541 (ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ) ราคาหุ้น BANPU อยู่แถว 13-14 บาท ราคา BANPU-W ช่วงที่ใกล้จะหมดอายุ ถูกทุบจาก 1.20 บาท ลงมาเหลือ 0.20 บาท เจ้าของเก็บของดีไปหมด เอาไปแปลงสภาพที่ราคา 10 บาท “กำไรอื้อ”
“เขาเก็บ BANPU-W ออกไปหมด…ไม่ปล่อยกลับมา แล้วทำให้วอร์แรนท์ที่เหลือ (ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด) “ไม่มีค่า” สุดท้ายรายย่อยไม่มีเงินแปลงสภาพ ก็ต้องเท BANPU-W ราคาถูกให้เขาหมด ถ้าคุณไม่รีบขายวันนี้ พรุ่งนี้ตกอีก ถ้าถือไว้ก็ต้องหาเงินอีกหุ้นละ 10 บาท ไปแปลงสภาพ ไม่มีใครมี
ก็เหมือนกับ BAY-W1 วันนี้ เจ้าของเขาได้เปรียบ เขาขายแม่ (BAY) แล้วมาเก็บลูก ไปแปลงสภาพที่ราคา 12 บาท เขามีหุ้นเท่าเดิม ได้กำไรส่วนเหลื่อมไปแบบไม่เสี่ยง ยิ่งเป็นขาขึ้น…ยิ่งกำไร (ที่ผ่านมาต้นทุนแปลงสภาพ 12 บาท + ราคา BAY-W1 ยังต่ำกว่าราคาแม่ BAY)”
เสี่ยยักษ์ ให้ข้อสังเกตว่า วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง !!
ที่มา : Bangkok Biz Week
Subscribe to:
Posts (Atom)
