ขาขึ้น...ไม่ว่าจะเป็นรีบาวน์(20-50+/-10 จุด) หรือขาขึ้น(ขึ้นเป็นร้อย ๆ จุด) ให้ทยอยซื้อ ยิ่งขึ้นยิ่งซื้อจนเต็มพอร์ต แล้วถือ รอขาย เมื่อดัชนีและหุ้นกำลังเปลี่ยนเทรนเป็นลง ให้ขายในไม้เดียว..!!!
ขาลง...มีแต่ข่าวร้ายทั้งในประเทศและทั่วโลกที่กระทบต่อจิตวิทยาการลงทุน และให้ผลร้ายกับระบบเศรษฐกิจ ฝรั่งเทขายไม่ยั้ง บาทอ่อน เงินไหลออก นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ตลาดเป็นหมี มีแต่แรงขาย ไม่มีปัจจัยดี ๆ หรือด้านบวกมาหนุนตลาด เหตุการณ์ต่าง ๆ คลุมเครือ ตลาดมีแต่การ panic sale คือ มู้ดตลาดไม่ดี เคล็ดวิชา คือ ไม่ดี ไม่เล่น ไม่ถือหุ้น ราคาหุ้นต่ำ ๆ ถูก ๆ ก็ไม่ซื้อ....
เด้ง...(จาก low ดีดกลับขึ้นมาประมาณ 10 จุด +/-)คือ การที่ดัชนีมีการ panic sale แล้วเด้งระหว่างวัน หาไม่เก่งจริงก็ไม่แนะนำให้เล่น เพราะเสี่ยงมาก...โอกาสเสียมีมากกว่าได้...
แต่... Oversold ให้ทยอยซื้อได้......รอสักวันสองวัน พอรีบาวน์ก็เอามาขายอีก.........
........ให้ทุกคน ท่องจำสิ่งเหล่านี้ให้ขึ้นใจ........
........ทุกคนมีเคล็ดวิชานี้อยู่ในสติ ความรู้ ความเข้าใจ เสมือนมี อาจารย์อยู่ข้างกายเสมอ........
Showing posts with label กลยุทธ์. Show all posts
Showing posts with label กลยุทธ์. Show all posts
Wednesday, March 4, 2009
พลิกฐานะจากแขก มาเป็นเจ้าบ้าน
อาจารย์จะอธิบาย...เทคนิคการเล่นหุ้นให้รับทราบนะครับ...
การเล่นหุ้นที่ดีจริง ๆ ...และถูกต้องได้ทุก ๆ ครั้ง...คือ การพยายามไม่คาดการณ์อะไร ๆ ที่ยาวเกินไป เพราะตลาดหุ้นเป็นการลงทุนที่ใช้การการตัดสินใจชิงไหวชิงพริบกันเท่านั้นเอง....เหตุการณ์ทุก ๆ อย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาทุก ๆ นาที....เราเล่นหุ้นแบบเกาะติดจอและติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดเวลาจะดีกว่า....เราจะทันเกมส์ตลอดเวลา การคาดการณ์ที่ยาวมากเกินไป เช่นเราคิดว่าดัชนีต้องไปที่เท่านั้นเท่านี้ หากไปไม่ถึงแต่เรายังเพ้อหรือเชื่อมั่นอยู่...ผลคือถูกแขวนที่ดอยติดหุ้น เราคิดว่าต้องลงหนัก ๆ ต้องตรงนั้นเท่านั้นเราจึงจะรับหุ้นเพราะเชื่อกราฟมากเกินไป ผลคือตกรถด่วนขบวนพิเศษ... (แบบโซวบักท้ง...อิอิ ...ยังแซวกันไม่เลิก ฮา...)
การคาดการณ์ที่ยาว ๆ จะเป็นผลเสียกับการลงทุนของเราอย่างมาก เพราะมันจะเป็นตัวทำลายสมาธิในการตัดสินใจในการเล่นหุ้นของเรา....มันเหมือนเป็นการหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิด...แต่เวลาที่ผิดเราจะเสียหายหนัก เพราะเราใช้ตังค์มาเล่นหุ้นนะครับ...
กลยุทธ์การเล่นหุ้นในเดชคัมภีร์เทวดา....บทที่ไม่ต้องเครียดและไม่เกี่ยวกับดาวโจนว่าจะขึ้นหรือลง..... "หุ้นลงไม่ไหวแล้ว เราก็ต้องทยอยซื้อ และหุ้นกำลังจะขึ้นเราก็ต้องซื้อเพิ่ม หุ้นขึ้นเรื่อย ๆ ก็ให้ถือไปก่อน หุ้นกำลังจะลงเราก็ต้องขาย...เป็นวิธีการที่ดีที่สุด" .........
เวลาที่อาจารย์เล่นหุ้น...บอกตรง ๆ นะครับ.... อาจารย์ไม่เคยเครียดเลยครับ... ไม่เคยคิดว่าต้องได้กำไรเท่านั้นเท่านี้จึงพอใจและจึงจะหยุด หรือ คิดว่าเสียน้อย ๆ ไม่ยอม เดี๋ยวก็ต้องขึ้นมาแน่นอน จนกลายเป็นเสียมาก ๆ อาจารย์ไม่เคยใช้นิสัยแบบนี้ในการลงทุนเลย....
หลาย ๆ ครั้งอาจารย์มีหุ้นที่ดีมาก ๆ แจ๋มสุด ๆ .....กำลังขึ้นไปได้ด้วยดีและสวยงาม ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ...!!! เรียกว่า เฟอร์เฟ็ค...!!! พออาจารย์เห็นว่า...เอ๊ะ...เดี๋ยวดัชนีจะตกนี่...อาจารย์ก็จะขายหุ้นไปก่อนนะ...ไม่เคยเหนียวไว้เลย...(คือมีจุดคัดกับหุ้นทุก ๆ ตัวอยู่แล้ว) เพราะขายไปก่อน แล้วค่อยมารับกลับที่ถูกกว่าได้ทั้งเนื้อทั้งน้ำด้วยซ้ำไป ทั้ง ๆ ที่หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นที่เป็นเทรนขาขึ้นนะ...ทำไมต้องขายไปก่อน...แล้วค่อยมาซื้อกลับไปใหม่...เพราะว่าตลาดหุ้นจะอยู่ตลอดไป... แต่นักลงทุนนี่ซิ เดี๊ยวก็ไป ๆ มา ๆ คนที่ไปคือคนที่หมดตังค์ คนที่อยู่คือ คนที่ชนะบ่อย ๆ หุ้นนะ...เราซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ หากตังค์เรายังมีอยู่ แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน...เราก็ไม่เจ็บ...!!! ไม่ติดหุ้นไม่ติดดอย ไม่เครียดไม่เดือดร้อนใจ "เรามาเล่นหุ้นเอาตังค์นะครับ ตังค์คือเป้าหมายการเล่นหุ้น...ตัวหุ้นเป็นเพียงเกมส์การเล่นเท่านั้นเอง..."...
ทุก ๆ ตลาดในโลกนี้...ไม่มีหุ้นที่ดีจริง ๆ ตลอดไปหรอกครับ หุ้นตัวนั้น ๆ ดีเป็นช่วง ๆ ดีเป็นพัก ๆ เท่านั้น เราอย่าไปยึดติดให้มาก...ทำกำไรได้ก็ทำกำไร...ขายหมู....ดีกว่าขายแดง....!!!
เรื่องราวเหตุผลต่าง ๆ เรื่องการขึ้นและลงของดัชนีและตัวหุ้น มันจะบอกเราเมื่อจบศึกหรือเกิดความชัดเจนแล้ว ..แต่ในช่วงการตัดสินใจ หากเราลังเลและสับสน ไม่ตัดสินใจซื้อและขายจากพฤติกรรมของหุ้นในทันทีทันใดนั้น เราจะนำตลาดไม่ได้เลย จะกลายเป็นเราจะซื้อแพงกว่า และขายเกือบต่ำสุดบ่อย ๆ ไปเลย...เพราะจิตใจของเราไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้น แต่สมาธิกลับไปยึดกับการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว....
หุ้นจะขึ้นหรือลงเกิดจากแรงซื้อและแรงขาย การตัดสินใจสร้างแรงซื้อและขายเกิดจากกลุ่มคน 3 กลุ่ม คือ ฝรั่ง กองทุน และรายใหญ่+รายย่อย แต่ละกลุ่มก็มีเกมส์และมุมมองที่สวนทางกันเสมอ ๆ ดัชนีจึงผันผวนได้บ่อย ๆ ...อิอิ
ฝรั่งเห็นว่าดัชนีเมืองไทยยังต่ำ..!! และปรับฐานนานพอแล้ว พวกเขาก็เข้ามาเก็บหุ้นและเข้ามาเล่นหุ้นอย่างที่พวกเราเห็น ๆ กันอยู่.....
ที่ผ่าน ๆ มา กองทุนได้รับใบสั่งให้พยุงดัชนี ทยอยซื้ออยู่เสมอ ๆ พอดัชนีและหุ้นของเขาขึ้น เขาก็ทยอยขายเอากำไร ก็ไม่แปลกเลย เขาก็ต้องเล่นหุ้นเอากำไร ไม่ได้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อจะช่วยรายย่อยสักหน่อยหนึ่ง...ที่ประโคมข่าวกันไปมาว่าทำเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ จริง ๆ แล้วก็มาเล่นหุ้นหวังกำไรเหมือน ๆ กับพวกเรานี่แหละ...
รายใหญ่หรือเจ้ามือ เขาเพิ่งเข้ามาเล่นหุ้นเมื่อต้นเดือน มิย. ที่ผ่านมานี่เอง เขาก็มีมุมมองแบบเดียวกับฝรั่งเห็นว่าดัชนีเมืองไทย ปรับฐานพอแล้ว....เขาก็เล่นหุ้นของเขาไปตามปกติ ลงมาก ๆ เขาก็ซื้อ ขึ้นมาก ๆ เขาก็ขาย พอลงมาอีกเขาก็ซื้ออีก หากขึ้นไปมาก ๆ อีก เขาก็ขายอีก ...เล่นเป็นตัว ๆ เป็นรอบ ๆ ไป แบบที่อาจารย์สอนสั่งพวกเธอนี่แหละ....รู้มั้ยเว็ปนี้ที่อาจารย์สอน ๆ วิชาความรู้ให้พวกเธอนะ สอนกลยุทธ์การลงทุนแบบรายใหญ่เลยนะ....ไม่ใช่เรียนกลยุทธ์แบบธรรมดา ๆ ...ขอบอก ๆ ...อิอิ
การเล่นหุ้นที่ดีจริง ๆ ...และถูกต้องได้ทุก ๆ ครั้ง...คือ การพยายามไม่คาดการณ์อะไร ๆ ที่ยาวเกินไป เพราะตลาดหุ้นเป็นการลงทุนที่ใช้การการตัดสินใจชิงไหวชิงพริบกันเท่านั้นเอง....เหตุการณ์ทุก ๆ อย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาทุก ๆ นาที....เราเล่นหุ้นแบบเกาะติดจอและติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดเวลาจะดีกว่า....เราจะทันเกมส์ตลอดเวลา การคาดการณ์ที่ยาวมากเกินไป เช่นเราคิดว่าดัชนีต้องไปที่เท่านั้นเท่านี้ หากไปไม่ถึงแต่เรายังเพ้อหรือเชื่อมั่นอยู่...ผลคือถูกแขวนที่ดอยติดหุ้น เราคิดว่าต้องลงหนัก ๆ ต้องตรงนั้นเท่านั้นเราจึงจะรับหุ้นเพราะเชื่อกราฟมากเกินไป ผลคือตกรถด่วนขบวนพิเศษ... (แบบโซวบักท้ง...อิอิ ...ยังแซวกันไม่เลิก ฮา...)
การคาดการณ์ที่ยาว ๆ จะเป็นผลเสียกับการลงทุนของเราอย่างมาก เพราะมันจะเป็นตัวทำลายสมาธิในการตัดสินใจในการเล่นหุ้นของเรา....มันเหมือนเป็นการหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็ถูก บางครั้งก็ผิด...แต่เวลาที่ผิดเราจะเสียหายหนัก เพราะเราใช้ตังค์มาเล่นหุ้นนะครับ...
กลยุทธ์การเล่นหุ้นในเดชคัมภีร์เทวดา....บทที่ไม่ต้องเครียดและไม่เกี่ยวกับดาวโจนว่าจะขึ้นหรือลง..... "หุ้นลงไม่ไหวแล้ว เราก็ต้องทยอยซื้อ และหุ้นกำลังจะขึ้นเราก็ต้องซื้อเพิ่ม หุ้นขึ้นเรื่อย ๆ ก็ให้ถือไปก่อน หุ้นกำลังจะลงเราก็ต้องขาย...เป็นวิธีการที่ดีที่สุด" .........
เวลาที่อาจารย์เล่นหุ้น...บอกตรง ๆ นะครับ.... อาจารย์ไม่เคยเครียดเลยครับ... ไม่เคยคิดว่าต้องได้กำไรเท่านั้นเท่านี้จึงพอใจและจึงจะหยุด หรือ คิดว่าเสียน้อย ๆ ไม่ยอม เดี๋ยวก็ต้องขึ้นมาแน่นอน จนกลายเป็นเสียมาก ๆ อาจารย์ไม่เคยใช้นิสัยแบบนี้ในการลงทุนเลย....
หลาย ๆ ครั้งอาจารย์มีหุ้นที่ดีมาก ๆ แจ๋มสุด ๆ .....กำลังขึ้นไปได้ด้วยดีและสวยงาม ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ...!!! เรียกว่า เฟอร์เฟ็ค...!!! พออาจารย์เห็นว่า...เอ๊ะ...เดี๋ยวดัชนีจะตกนี่...อาจารย์ก็จะขายหุ้นไปก่อนนะ...ไม่เคยเหนียวไว้เลย...(คือมีจุดคัดกับหุ้นทุก ๆ ตัวอยู่แล้ว) เพราะขายไปก่อน แล้วค่อยมารับกลับที่ถูกกว่าได้ทั้งเนื้อทั้งน้ำด้วยซ้ำไป ทั้ง ๆ ที่หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นที่เป็นเทรนขาขึ้นนะ...ทำไมต้องขายไปก่อน...แล้วค่อยมาซื้อกลับไปใหม่...เพราะว่าตลาดหุ้นจะอยู่ตลอดไป... แต่นักลงทุนนี่ซิ เดี๊ยวก็ไป ๆ มา ๆ คนที่ไปคือคนที่หมดตังค์ คนที่อยู่คือ คนที่ชนะบ่อย ๆ หุ้นนะ...เราซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ หากตังค์เรายังมีอยู่ แต่หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน...เราก็ไม่เจ็บ...!!! ไม่ติดหุ้นไม่ติดดอย ไม่เครียดไม่เดือดร้อนใจ "เรามาเล่นหุ้นเอาตังค์นะครับ ตังค์คือเป้าหมายการเล่นหุ้น...ตัวหุ้นเป็นเพียงเกมส์การเล่นเท่านั้นเอง..."...
ทุก ๆ ตลาดในโลกนี้...ไม่มีหุ้นที่ดีจริง ๆ ตลอดไปหรอกครับ หุ้นตัวนั้น ๆ ดีเป็นช่วง ๆ ดีเป็นพัก ๆ เท่านั้น เราอย่าไปยึดติดให้มาก...ทำกำไรได้ก็ทำกำไร...ขายหมู....ดีกว่าขายแดง....!!!
เรื่องราวเหตุผลต่าง ๆ เรื่องการขึ้นและลงของดัชนีและตัวหุ้น มันจะบอกเราเมื่อจบศึกหรือเกิดความชัดเจนแล้ว ..แต่ในช่วงการตัดสินใจ หากเราลังเลและสับสน ไม่ตัดสินใจซื้อและขายจากพฤติกรรมของหุ้นในทันทีทันใดนั้น เราจะนำตลาดไม่ได้เลย จะกลายเป็นเราจะซื้อแพงกว่า และขายเกือบต่ำสุดบ่อย ๆ ไปเลย...เพราะจิตใจของเราไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้น แต่สมาธิกลับไปยึดกับการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว....
หุ้นจะขึ้นหรือลงเกิดจากแรงซื้อและแรงขาย การตัดสินใจสร้างแรงซื้อและขายเกิดจากกลุ่มคน 3 กลุ่ม คือ ฝรั่ง กองทุน และรายใหญ่+รายย่อย แต่ละกลุ่มก็มีเกมส์และมุมมองที่สวนทางกันเสมอ ๆ ดัชนีจึงผันผวนได้บ่อย ๆ ...อิอิ
ฝรั่งเห็นว่าดัชนีเมืองไทยยังต่ำ..!! และปรับฐานนานพอแล้ว พวกเขาก็เข้ามาเก็บหุ้นและเข้ามาเล่นหุ้นอย่างที่พวกเราเห็น ๆ กันอยู่.....
ที่ผ่าน ๆ มา กองทุนได้รับใบสั่งให้พยุงดัชนี ทยอยซื้ออยู่เสมอ ๆ พอดัชนีและหุ้นของเขาขึ้น เขาก็ทยอยขายเอากำไร ก็ไม่แปลกเลย เขาก็ต้องเล่นหุ้นเอากำไร ไม่ได้ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อจะช่วยรายย่อยสักหน่อยหนึ่ง...ที่ประโคมข่าวกันไปมาว่าทำเพื่ออย่างนั้นอย่างนี้ จริง ๆ แล้วก็มาเล่นหุ้นหวังกำไรเหมือน ๆ กับพวกเรานี่แหละ...
รายใหญ่หรือเจ้ามือ เขาเพิ่งเข้ามาเล่นหุ้นเมื่อต้นเดือน มิย. ที่ผ่านมานี่เอง เขาก็มีมุมมองแบบเดียวกับฝรั่งเห็นว่าดัชนีเมืองไทย ปรับฐานพอแล้ว....เขาก็เล่นหุ้นของเขาไปตามปกติ ลงมาก ๆ เขาก็ซื้อ ขึ้นมาก ๆ เขาก็ขาย พอลงมาอีกเขาก็ซื้ออีก หากขึ้นไปมาก ๆ อีก เขาก็ขายอีก ...เล่นเป็นตัว ๆ เป็นรอบ ๆ ไป แบบที่อาจารย์สอนสั่งพวกเธอนี่แหละ....รู้มั้ยเว็ปนี้ที่อาจารย์สอน ๆ วิชาความรู้ให้พวกเธอนะ สอนกลยุทธ์การลงทุนแบบรายใหญ่เลยนะ....ไม่ใช่เรียนกลยุทธ์แบบธรรมดา ๆ ...ขอบอก ๆ ...อิอิ
กลยุทธ์ "จับปลาในข้อง"
ในความพ่ายแพ้มักมีแววแห่งชัยชนะแฝงเร้นอยู่ (ตลาดหุ้นลงแดง ๆ เราซื้อ..อิอิ ) ในชัยชนะ (ตลาดหุ้นเขียวจัด ๆ เราขนออกมาขาย...ฮ่า ๆๆๆๆๆๆ ) มักมีแววแห่งความพ่ายแพ้แฝงเร้นอยู่...
อาจารย์ฮั้วฯ...จักบอกว่า.....
"ทหารไม่ควรชนะติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง ถ้าชนะติด ๆ กัน หลาย ๆ ครั้ง มักเกิดความเย่อหยิ่ง"
ความเย่อหยิ่งมักทำให้คนเราประเมินกำลังตนเองสูงเกินไป และประเมินกำลังข้าศึกต่ำเกินไป ภาวะจิตใจเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่คลี่คลายขยายตัวไปได้อย่างละเอียดรอบคอบ
ในประวัติศาสตร์มีนายทหารจำนวนมากที่เย่อหยิ่งลำพองใจ เนื่องจากรบชนะติด ๆ กันหลายครั้ง ทำให้ประมาทศัตรู ในที่สุดก็กลับเป็นฝ่ายแพ้จนได้....
"การตีเมือง (การไล่หุ้น) เป็นยุทธวิธีที่แย่ที่สุด วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น" การไล่หุ้นใช้ได้ก็ต่อเมื่อ...ตลาดมีวอลลุ่มมาก ๆ และมีแก็ปให้เล่นมาก ๆ ...นอกนั้น..ก็ไม่สมควรเลย....
พรุ่งนี้ให้ใช้กลยุทธ์ "จับปลาในข้อง"....
กลยุทธ์นี้มีใจความว่า....เรามิต้องเปลืองแรงหรือเสียเวลาที่ต้องแต่งชุดเกราะขี่หลังม้าไปออกศึก ณ ที่กลางสมรภูมิรบเลย....ให้ใช้วิธี ล่อหมีให้มาติดกับของเราเอง ก็คือ แสร้งทิ้งเมืองให้ร้างไว้ ศัตรูเห็นเข้าก็จะเดินเข้าไปติดกับเอง จากนั้นก็ใช้นโยบาย "จับปลาในข้อง" ได้ผลประโยชน์บานตะไท สบายไปเลย...ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อาจารย์ฮั้วฯ...จักบอกว่า.....
"ทหารไม่ควรชนะติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง ถ้าชนะติด ๆ กัน หลาย ๆ ครั้ง มักเกิดความเย่อหยิ่ง"
ความเย่อหยิ่งมักทำให้คนเราประเมินกำลังตนเองสูงเกินไป และประเมินกำลังข้าศึกต่ำเกินไป ภาวะจิตใจเช่นนี้ ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่คลี่คลายขยายตัวไปได้อย่างละเอียดรอบคอบ
ในประวัติศาสตร์มีนายทหารจำนวนมากที่เย่อหยิ่งลำพองใจ เนื่องจากรบชนะติด ๆ กันหลายครั้ง ทำให้ประมาทศัตรู ในที่สุดก็กลับเป็นฝ่ายแพ้จนได้....
"การตีเมือง (การไล่หุ้น) เป็นยุทธวิธีที่แย่ที่สุด วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น" การไล่หุ้นใช้ได้ก็ต่อเมื่อ...ตลาดมีวอลลุ่มมาก ๆ และมีแก็ปให้เล่นมาก ๆ ...นอกนั้น..ก็ไม่สมควรเลย....
พรุ่งนี้ให้ใช้กลยุทธ์ "จับปลาในข้อง"....
กลยุทธ์นี้มีใจความว่า....เรามิต้องเปลืองแรงหรือเสียเวลาที่ต้องแต่งชุดเกราะขี่หลังม้าไปออกศึก ณ ที่กลางสมรภูมิรบเลย....ให้ใช้วิธี ล่อหมีให้มาติดกับของเราเอง ก็คือ แสร้งทิ้งเมืองให้ร้างไว้ ศัตรูเห็นเข้าก็จะเดินเข้าไปติดกับเอง จากนั้นก็ใช้นโยบาย "จับปลาในข้อง" ได้ผลประโยชน์บานตะไท สบายไปเลย...ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)