ตอนที่แล้ว เราเริ่มจากการทำการบ้านแล้วหาแนวรับแนวต้าน รวมทั้งจุดตัดขาดทุนรอไว้แล้ว พอตลาดเปิดมา เราก็มาดูโวลุ่มใช่ไหมครับ เพื่อค้นหาว่า หุ้นตัวไหนที่เราว่าดี และมีคนขับสตาร์ทรถรออยู่ พร้อมจะวิ่งจากจุดสตาร์ทได้ก่อนกัน
ในระหว่างเส้นทางการเดิน คนขับแต่ละคนก็มีนิสัยไม่เหมือนกันอีก
โชเฟอร์บางคน ชอบทำตัวเป็นหนุ่มซิ่ง วิ่งโชว์สาว
โชเฟอร์กลุ่มนี้ จะชอบลากหุ้นยาวๆ ลากไปไกลๆ อย่างรวดเร็ว จนคนที่ไม่ได้ทำการบ้านรอไว้ น้ำลายหก เลือดกำเดาไหล กว่าจะไปตรวจกราฟ ตรวจโวลุ่ม กว่าจะมั่นใจ กว่าจะเข้าคิวรอซื้อ ก็ถึงเวลาเขาขายทำกำไรกันซะแล้ว
โชเฟอร์บางคน ชอบทำตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ
โชเฟอร์กลุ่มนี้ วิ่งไปได้ไม่ไกล ก็จอดพักระหว่างทาง หาข้าวปลาอาหารกิน หาเพลงฟัง แล้วค่อยวิ่งรถไปต่อ ทำนองว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง แบบนี้ คนใจร้อน ก็ขอลงก่อนเหมือนกันล่ะ ขี้เกียจรอ กว่าจะไปถึงปลายทาง ต้องต่อรถไม่รู้กี่ต่อ เปลืองตังค์อีกต่างหาก
โชเฟอร์บางคน ก็มารยาทแย่มาก
โชเฟอร์กลุ่มนี้ มีเยอะซะด้วย ออกรถกระชาก แล้วเบรกเอี๊ยดกะทันหัน แล้วไล่คนลงจากรถ พอไปถึงป้ายหน้า ก็เบรกเอี๊ยดกะทันหันอีกครั้ง แล้วตะเพิดคนลงจากรถอีก กว่าจะไปถึงสถานีปลายทาง ผู้โดยสารก็อ๊วกแตกอ๊วกแตน อาเจียนออกมาเป็นเลือดหมด
แล้วเราจะรู้นิสัยโชเฟอร์แต่ละคนได้ยังไงล่ะ
แหม ถ้าจะตอบแบบไม่เกรงใจกัน ก็ต้องบอกว่า ลองไปนั่งดู แล้วเดี๋ยวก็จะรู้เอง!
ทุกวันหลังตลาดปิด แม้เราจะทำการบ้านดูกราฟ แนวรับแนวต้าน มาดีเพียงใด และเมื่อตลาดเปิดมาแล้ว โวลุ่มเทรดจะเข้ามาสนับสนุนการวิ่งขึ้นของราคาหุ้นหรือไม่ แต่สิ่งที่จำเป็นมากอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ต้องรู้ใจ “เจ้ามือ” ด้วย ซึ่งต่อไปนี้ จะขอเรียกว่า “นิสัยหุ้น” แทนแล้วกันนะครับ
นิสัยหุ้นแต่ละตัว ไม่เหมือนกัน บางตัวซน บางตัวเล่นๆอยู่ก็เลิกดื้อๆ บางตัวซิ๊กแซ๊กขึ้นเป็นระเบียบ ถ้าท่านเป็นคนช่างสังเกตอยู่แล้ว จะช่วยได้มากครับ เพราะมันจะช่วยให้เรารู้รูปแบบการวิ่งของหุ้นได้ดีขึ้นมากเลยล่ะ
เจ้ายุธ เพื่อนผมเอง เป็นคนใจร้อน ชอบเล่นหุ้นไว จริงๆแล้ว เขาเล่นหุ้นอยู่เพียง 2 ตัวเท่านั้น แต่อยู่กับ 2 ตัวนั้นมานาน จนรู้นิสัย รู้รูปแบบหุ้น โดยไม่ต้องใช้กราฟ จนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบัญชีของเจ้ายุธรู้สึกทึ่งไปด้วย
“น้อง เคาะซื้อเลย 5 หมื่นหุ้น เร็วๆ ราคาเท่าไหร่ก็ซื้อมาเหอะ ซื้อให้ทัน” เจ้ายุธสั่งเจ้าหน้าที่โบรกเกอร์ให้ซื้อหุ้นในดวงใจหลังจากราคาถูกลากไปไกลกว่า 8 ช่อง
“เฮ้ย ยุธ ลื้อไม่กลัวหรอ ซื้อปุ๊ปลงปั๊ปหน่ะ” ผม งง ที่เห็นเจ้ายุธสั่งเคาะซื้อแบบไม่เกี่ยงราคา
“ตัวนี้ อั้วรู้ ถ้ามันลากเร็วๆหลายๆช่อง แบบไม่รอใคร เป็นวันแรกนะ เข้าได้เลย มันจะลากไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนกล้ามาตั้งซื้อ ดังนั้น ถ้าลื้อจะเข้าต้องเข้าทันที ราคาไหนก็ได้ เข้าให้ทัน” เจ้ายุธ บอกนิสัยหุ้นให้ฟัง หลังจากเล่นตัวนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายเดือน
“น้อง ขายทิ้งเลย มันหยุดวิ่งแล้ว” เจ้ายุธสั่งให้เจ้าหน้าที่คีย์ขายทิ้ง แกรู้ดีว่า ถ้าตัวนี้หยุดวิ่ง หมายถึง รอขายใส่คนที่มาวางซื้อ เจ้ายุธเลยสั่งขายทิ้งทันทีก่อนที่ราคาจะร่วงลง
“เฮียครับ คอนเฟิร์มนะครับ ขายได้ครบ 5 หมื่นหุ้น กำไร 9 พันกว่าบาท” เจ้าหน้าที่โบรกเกอร์ โทรมารายงานการขายหุ้น
นอกจากการเล่นตามแบบฉบับเจ้ายุธแล้ว ยังมี พี่ชัช ที่ชอบเลือกหุ้นที่เพิ่งฟื้นตัวแล้วไต่ขึ้นช้าๆ แกก็จะถือหุ้นไปเรื่อยๆ ระยะนึงเลยล่ะ ตามประสาคนใจเย็น จนกว่าจะเห็นการวิ่งแรงๆติดกันเป็นวันที่สอง
“อ้าว พี่ กำไรตั้ง 50% แล้ว พี่ไม่ขายหรอคับ” ผมถามคำถามโง่ๆ กับพี่ชัช
“ตัวนี้ ยังไม่ขายหรอก พี่ซื้อมาตอนที่มันฟื้นตัว ตอนนี้ เพิ่งฟื้นมาได้ไม่นาน ยังไม่มีเคยสังเกตเห็นหรอก หลายสัปดาห์แล้วหุ้นวิ่งเหนือเส้นค่าเฉลี่ยมาตลอด ปล่อยมันวิ่งไปเหอะ” พี่ชัชตอบแบบนักปราชญ์
“เอ แล้วพี่จะขายเมื่อไหร่ล่ะครับ” ผมถามแบบโง่ๆเป็นครั้งที่สอง
“ว่าจะรอให้นักวิเคราะห์เชียร์ก่อนแล้วพี่ค่อยขาย (ฮา)” พี่ชัช กัดเบาๆ แล้วขยายความต่อ “ไอ้ตัวนี้นะ พี่ได้มาหลายรอบแล้ว ถ้าไม่มีใครมาเล่นด้วย มันก็ขึ้นไปเรื่อยๆแหละ พอคนมาแห่ซื้อมากๆ มันจะวิ่งเร็ว พอวิ่งเร็ว นักวิเคราะห์ก็จะออกมาเชียร์ซื้อ นั่นแหละ ขายได้เลย ไม่งั้นจะไม่ได้ขายอีก” โอ้โห พี่ชัชรู้จริงแหะ
แต่ถ้าจะเล่นหุ้นซาดิสต์ ต้องคุยกับเจ้าตองครับ ผู้เชี่ยวชาญทางจิต
“เห็นไหม ฉันขายไปแล้ว ยังไงก็ได้ซื้อคืน ซื้อปิดขายเปิด ซื้อปิดขายเปิด ได้เงินทุกวันเลยล่ะ ไอ้ตัวนี้ มันชอบเปิดสูงปิดต่ำ ตบ 2 ครั้ง ค่อยเข้าซื้อ” นั่นแน่ เจ้าตอง เผยสูตร
“แกรู้ไหมว่าทำไม” เจ้าตองจะเฉลยง่ายๆทั้งที ก็กลัวเสียฟอร์ม งั้นผมต้องรบเร้าซะหน่อย ว่าแล้วก็ทำท่าอยากรู้ให้เจ้าตองเห็น
“ก็อาหารโปรดของตัวนี้ คือ เงินของพวกเล่นเน็ตเซ็ตเทิ้ลเม้นท์นะซี่ ราคาเปิดยกสูง แล้วไล่ราคาขึ้น พอพวกเน็ตเซ็ตเทิ้ลเม้นท์เข้ามา ก็เจอขายใส่ แล้วกดราคาหุ้นลงไปเรื่อยๆ แล้วตบทิ้งอีกทีตอนตลาดปิด ได้หุ้นคืนจากพวกเน็ตเซ็ตเทิ้ลเม้นท์เพียบเลย ซื้อคืนได้ถูกกว่าที่ขายไปตั้งเยอะ” เจ้าตองแจงแบบรู้จริง
หลายท่านได้ยินแบบนี้ คงคิดว่า เล่นหุ้นพื้นฐาน น่าจะดีกว่า ความจริงแล้ว หุ้นที่มีฝรั่งเป็นโชเฟอร์ขับเคลื่อนก็แสบไม่แพ้กันครับ
ฝรั่ง เขาเก่งในเรื่องเล่นสลับ เดี๋ยวธนาคาร เดี๋ยวพลังงาน โยกไปมา ไม่ให้ใครได้แอ้มเงินเขาง่ายๆหรอก
ตอนตลาดซบเซา ความเชื่อมั่นหดหาย ฝรั่งเขาก็ทยอยเก็บทีละเล็กทีละน้อยเรื่อยๆ ใครขายมา เขาก็ตั้งโต๊ะรับซื้อหมด ในช่วงนี้ คนส่วนใหญ่ก็ยังปอดๆนะ
หลังจากทยอยกวาดสินค้าแกรนด์เซลล์ เป็นเดือนแล้ว หากฝรั่งเห็นว่า ของยังขาดอยู่มาก แต่ไม่มีใครขายลงมาแล้ว เขาจะเร่งซื้อของให้ครบตามที่นโยบายกองทุนกำหนด พอฝรั่งผู้นำกวาดรวบ ฝรั่งผู้ตามกับกองทุนไทยก็เหมือนกับถูกบีบให้ซื้อตาม ไม่งั้น ราคาจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ
เมื่อกองทุนและต่างชาติรายอื่นซื้อตาม หุ้นก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ พอหุ้นขึ้นไปมากๆ รายย่อยเริ่มมั่นใจก็จะกลับเข้ามาซื้อ สังเกตได้ง่ายๆ หุ้นกลุ่มโบรกเกอร์จะเริ่มฟื้น
พอรายย่อยและกองทุนไทยกลับเข้ามา ลีลาการขายของฝรั่งก็เริ่มออกลวดลาย และยิ่งขายได้แพงขึ้นไปเรื่อยๆซะด้วย แสบไหมล่ะครับท่าน เดี๋ยวยกตัวอย่างให้ดูแล้วกัน
เมื่อฝรั่งลากแบ็งค์ขึ้นต่อเนื่อง ก็จะแอบทยอยขายพลังงานต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ คนจะเริ่มรู้สึกว่า เล่นกลุ่มพลังงานไม่ได้ตังค์ ต้องเล่นแบ็งค์ถึงจะได้ตังค์ เลยขายพลังงานไปเข้าแบ็งค์
สัปดาห์ถัดมา พอคนมั่นใจว่าแบ็งค์มา คนทั้งตลาดก็จะไปตั้งรอซื้อแบ็งค์ ฝรั่งก็จะขายแบ็งค์ พร้อมๆกับช้อนซื้อพลังงานที่คนทั้งตลาดขายลงมา
หลังจากลากพลังงานขึ้นต่อเนื่อง ขายแบ็งค์ต่อเนื่อง มาเป็นสัปดาห์ คนส่วนใหญ่ก็จะเริ่มรู้สึกว่า เขาเลิกเล่นแบ็งค์แล้ว เขาเล่นพลังงานกันอยู่ ก็เลยขายแบ็งค์ไปเข้าพลังงาน
สัปดาห์ถัดมา พอคนมั่นใจว่าพลังงานมา คนทั้งตลาดก็จะไปตั้งรอซื้อพลังงาน ฝรั่งก็ใจดี ขายพลังงานให้เรา แล้วช้อนซื้อแบ็งค์ที่คนทั้งตลาดขายลงมา
สังเกตเห็นใช่ไหมครับ ระหว่างการเล่นสลับในหุ้นสองกลุ่มนี้ เขาขายได้ราคาหมดเลย โดยใช้เงินเพียงเล็กน้อย ก็สามารถหาออร์เดอร์ซื้อจำนวนมาก มารองรับปริมาณหุ้นที่เขาต้องการจะขายได้แล้ว
สิ่งที่ผู้จัดการกองทุนแคร์ โดยเฉพาะกองทุนต่างชาติด้วยแล้ว เขาไม่ได้แคร์เรื่องราคานะครับ แต่เขาแคร์ปริมาณ เขาห่วงแต่เพียงว่า จะทำอย่างไรจึงจะมีปริมาณเสนอซื้อที่มากพอที่จะรองรับปริมาณหุ้นที่เขาต้องการจะขายได้
แหม ดูๆไป ไม่ได้ต่างจากหุ้นเก็งกำไรตัวเล็กๆของไทยเลยนะ มันก็เหมือนกับกับพวกทำราคาหุ้นเก็งกำไรนั่นแหละ
ทำไมเวลาลากต้องลากเว่อร์ๆ? ก็ถ้าเขาไม่ลากขึ้นให้เว่อร์ แล้วเขาจะขายได้ครบปริมาณที่ต้องการขายหรือ แหมๆ ถามได้
กลับมาดูฝรั่งต่อ ....... เมื่อทุกคนเริ่มเวียนหัว มันก็เป็นช่วงเวลาที่เขาทยอยขายได้เกือบครบแล้ว แถมทยอยขายได้ ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆซะด้วย เจ๋งป่ะ
ระหว่างทางที่แอบขายกลุ่มนึง ฝรั่งก็จะซื้อโชว์อีกกลุ่มนึงขึ้นไป เพื่อสร้างอารมณ์ความเชื่อมั่นร่วม ศิลปะการขายนี้ เป็นการทยอยขายพร้อมๆกับลากขึ้น พอคนเวียนหัว เริ่ม งง พอคนส่วนใหญ่เริ่มระอา ที่เข้าผิดตัวตลอด คราวนี้ เขาก็จะขายแบบไม่ลากอะไรขึ้นแล้ว เพราะเขารู้แล้วว่า ตลาดเริ่มคึกแล้ว เดี๋ยวเราจะไปตั้งรับออร์เดอร์ที่เขาขายใส่ลงมาให้เอง
ในเมื่อเรารู้เขาแล้ว เรามารู้เรากันมั่งดีกว่า
ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่หุ้นเริ่มฟื้น ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นเล็กเก็งกำไร หรือ หุ้นพื้นฐานดีมีฝรั่งขับเคลื่อนก็ตาม หากเงินเพิ่งเริ่มออกสตาร์ท ต้องซื้อตามเกาะกระแสเข้าไปก่อน อย่ารีรอ
และเมื่อไหร่ที่ยิ่งคึก เมื่อไหร่ที่ขวัญกำลังใจมากันแบบตื่นเต้นสนุกสุดขีด เมื่อนั้น น่าจะเป็นจังหวะขายซะมากกว่า ทั้งนี้ แนวรับแนวต้านตามกราฟจะช่วยได้มากครับ
www.ThaiDayTrade.com
Saturday, September 26, 2009
Friday, September 25, 2009
ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 5 : วิ่งไปตามแนวโน้ม
“จงวิ่งไปในที่ที่ "แนวโน้ม" กำลังจะไป” …….. วิชัย วชิรพงศ์ (เสี่ยยักษ์) รายใหญ่ต่างยกนิ้วให้ว่าเป็น "เสือ" ในวงการหุ้น ตัวจริง
นักลงทุนมากหน้าหลายตา ทั้ง ขาใหม่ ขาจร ขาประจำ พากันทยอยเข้าห้องค้า เพื่อเตรียมซื้อขายหุ้น
“วันนี้ มีข่าวอะไรมั่ง” ประโยคฮิตที่ได้ยินบ่อยในห้องค้า
“วันนี้ ตลาดจะเป็นยังไง” นี่ก็ฮิตติดชาร์ตเลยแหละ
แต่ 2 ประโยคนี้ เราจะไม่ได้ยินเลยจากเซียนหุ้นพันล้าน ที่มานั่งเงียบๆอยู่ภายในห้อง VIP
เงินฟรี ไม่มีในโลก ครับ นักลงทุนมืออาชีพ ล้วนทำการบ้านเตรียมมาเป็นอย่างดี ก่อนที่ตลาดจะเปิด
การทำการบ้านล่วงหน้า ทำให้เซียนหุ้น เห็นภาพตลาดชัดเจน เห็นหุ้นเด่นที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะเล่นได้ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดจุดเข้า กำหนดจุดออก รวมทั้งจุดหมอบ (หากพลาดท่า) ไว้ล่วงหน้า……ทำให้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดถูกกำหนดขึ้นมา ก่อนที่ตลาดจะเปิดด้วยซ้ำ
นักลงทุนมืออาชีพ เขากำหนดจุดเข้าจุดออกอย่างมีแบบแผน ไม่ได้นึกอยากขายราคาไหนก็ขาย อยากซื้อที่ราคาไหนก็ซื้อ
ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ขาดทุนยังไง …….. เดี๋ยวเราไปแอบฟังกัน ว่าคนส่วนใหญ่เหล่านั้น มีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ยังไง แล้วเดี๋ยวค่อยตามไปดูกันภายหลังว่า รายใหญ่ กับ เซียนหุ้นระดับมืออาชีพ เขามีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างไร
“หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาจาก 3 บาทนะ นี่ 4 บาท แล้ว ไม่ซื้อหรอก แพงแล้ว เสียเปรียบพวกต้นทุน 3 บาท”
“หุ้นตัวนี้ เคยอยู่ 4 บาท นี่ ลงมาถึง 3 บาทแล้ว ได้ของถูก ต้องซื้อ ต้องซื้อ ได้เปรียบพวกต้นทุน 4 บาทตั้งเยอะ”
“หุ้นตัวนี้ ขายไปแล้วที่ราคา 4 บาท จะให้ซื้อที่ราคา 4.04 บาท ไม่มีทาง รอให้มันลงมาต่ำกว่าที่ขายก่อนถึงจะซื้อ”
“หุ้นตัวนี้ เพิ่งซื้อมาในราคา 5 บาท จะให้ขายที่ราคา 4.80 บาท ไม่มีทาง”
แหม ถ้าผมเป็นผู้กำหนดราคาตลาด ผมก็คงคิดและทำแบบนั้นเหมือนกัน
คนส่วนใหญ่ในตลาด มักกำหนดราคาที่จะซื้อหรือขาย เสมือนเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมราคาหุ้นได้อย่างเด็ดขาด …. ไม่รู้แหละ ไม่ได้ราคานี้ ก็จะไม่ซื้อ ไม่ได้ราคานี้ก็จะไม่ขาย
ผลของการไม่ได้ทำการบ้านมาล่วงหน้า แล้วเที่ยวมากำหนดราคาซื้อราคาขายเอาเอง ตามอำเภอใจ เราเลยเห็นคนส่วนใหญ่ มีอาการแบบนี้บ่อยๆในห้องค้า ใช่ไหมครับ
เวลาหุ้นขึ้นๆๆๆๆ กลับนั่งเครียดซึมเศร้า เพราะไม่มีหุ้นติดมือเลย ขณะที่คนอื่นเขาเฮฮา ตบไม้ตบมือ แล้วมานั่งบ่นว่า รู้งี้ สัปดาห์ที่แล้วน่าจะซื้อ ไม่งั้นป่านนี้ กำไรบานเลย
เวลาหุ้นลงๆๆๆๆ ก็เครียดอีก เพราะหุ้นลงมาให้ซื้อ จนติดไม้ติดมือเต็มไปหมด เกะกะน่ารำคาญ ตั้งซื้อราคาไหนที่ว่าถูก ก็ได้หมด จนเงินหมดไม่มีให้ซื้อแล้ว ราคายังไม่ยอมหยุดไหลเลย ขณะที่เซียนหุ้นที่กำหนดจุดเข้าจุดออกไว้ล่วงหน้า กำลังนั่งเลือกหุ้นถูกๆอยู่ ว่าจะซื้อตัวไหนดี
เซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก หลายท่านด้วยกัน ล้วนเปิดเผยตรงกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อนครับ
“ผมไม่เคยจำราคาด้วยซ้ำไป ว่าผมซื้อราคาไหน ขายราคาไหน ผมดูแต่แนวโน้ม ตราบใดที่หุ้นยังมีแนวโน้มขึ้น ผมก็ซื้อตามขึ้นไปเรื่อยๆล่ะครับ และถ้ามันเปลี่ยนกลายเป็นแนวโน้ม ขาลง ผมขายทิ้งหมด” เสียงเซียนหุ้นออกมาเหมือนกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งๆที่สัมภาษณ์ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ
การทำการบ้านมาล่วงหน้า มันมีคุณค่าคุ้มค่าเหนื่อยมากเลยครับ เงินฟรี ไม่มีหรอก อย่าไปรอ นั่งขอหวยจากโบรกเกอร์
ผมเองลองทำตามที่จอมยุทธ์ในวงการหุ้นสอนสั่งเหมือนกัน ผมเลือกหุ้นผิดเป็นประจำเลยล่ะครับ แหะๆ ถูก 5 ครั้ง ผิด 5 ครั้ง เสมอเลย
แต่เวลาผมผิด ผมเสียหายน้อยมากๆ …… ถ้าเล็งจุดซื้อไว้ดีแล้ว ยังลงได้ ผมก็ยอมรับว่า ผิดคาดพลาดท่า ขายทิ้งลิมิตผลขาดทุน ไม่ให้บานปลาย
แต่ถ้าผมเข้าซื้อแล้วมันขึ้น ผมจะปล่อยกำไรวิ่งไปเรื่อยไม่ขวางทางมัน บางตัวสามารถทำกำไร ได้ 5-10% ภายในวันได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น ถูก 5 ผิด 5 ก็รวยแล้วล่ะครับ ดีกว่ากำหนดราคาซื้อ กำหนดราคาขายเอง ตามอำเภอใจมั่วซั่ว
แล้วเราจะเริ่มการบ้านกันที่จุดไหนดี?
อันนี้ ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละท่านนะ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะเริ่มจากการดูโวลุ่มก่อน เพราะผมถือว่า หุ้นตัวไหนมีปริมาณการซื้อขายเยอะ แสดงว่า หุ้นตัวนั้น มีการกระจุกตัวของราคาแล้วล่ะ จะเรียกว่า “เจ้าเข้า” ก็ได้
ทำไม ผมถึงให้ความสำคัญของโวลุ่มล่ะครับ แหะๆๆ ขอแซวตลาดหลักทรัพย์หน่อยเหอะ ที่บอกว่า “การลงทุนต้องมีหลักการ”
ไหนๆจะถอดรหัสลับตลาดหุ้นกันแล้ว ผมขอแก้หน่อยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ไหมครับ
“การลงทุนต้องมีเจ้ามือ”
ไม่มีผู้นำมาไล่ซื้อขึ้น แล้วอยู่ๆ มันจะขึ้นไปเองมากๆได้ยังไง เพราะใครๆก็อยากซื้อถูกด้วยกันทั้งนั้นแหละ
หุ้นทุกตัวในตลาด ล้วนมีเจ้ามือทั้งนั้นครับ อย่ามาทำเป็นแยกแยะหน่อยเลย ว่านี่หุ้นปั่นของรายใหญ่ นี่เป็นหุ้นปั้นของกองทุน และนั่นเป็นหุ้นพื้นฐานดี ฝรั่งเลยรีบแย่งกันซื้อ
ดังนั้น หากท่านเกาะเงินของเจ้ามือขึ้นไปได้ ท่านก็กำไรสถานเดียว
อ้าว แล้วตัวไหนล่ะ ที่เจ้ามือเข้าสถิต ….. นี่ไงครับ ที่เราจำเป็นต้องทำการบ้าน
การทำการบ้านเลือกหุ้นที่จะเข้าซื้อ มันก็เหมือนกับการเลือกรถเมล์ว่าจะขึ้นรถเมล์สายอะไร ที่จะพาเราไปถึงที่หมายปลายทางได้
ตอนที่พวกเราเป็นเด็กนักเรียน ถ้าเราจะไปโรงเรียน เราจะขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง แต่ถ้าเราจะไปบ้านเพื่อนที่ลาดพร้าว เราก็จะขึ้นรถเมล์อีกสายหนึ่ง และถ้าวันไหน เรานัดไปเที่ยวสวนสยามกับเพื่อน เราก็จะต้องเช็คดูก่อน ใช่ไหมครับ ว่าจะไปสวนสยามต้องขึ้นรถเมล์สายไหน จนกระทั่งเราโตมา เราก็ยังต้องเลือกอยู่ดี ว่าหากจะไปบ้านแฟนคนที่สี่ จะต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร หรืออยากจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่สนามหลวง แต่ดันไปขึ้นรถที่จะไปปากเกร็ด ก็คงไม่ได้ร่วมชุมนุมกับเขาแน่
เมื่อเราเลือกได้แล้วว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายไหน เราก็ต้องมาเลือกอีกว่าจะขึ้นคันไหน
รถเมล์บางคัน จอดเข้าพัก รอเข้ากะในรอบต่อไป คนขับขอตัวไปนอนก่อน ในขณะที่ รถบางคัน คนขับรถมัวแต่ วอร์มอัพ ปรึ้นนนนๆๆ อยู่นั่น ไม่ไปซะที ลีลาเยอะ ถ้าเป็นเราๆท่านๆ ก็คงอยากขึ้นคันที่คนขับสตาร์ทพร้อมแล้ว กำลังจะขับออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว เท่านั้น ใช่ไหมครับ
ก็เหมือนกันแหละ หลังจากที่เราทำการบ้านหลังตลาดปิด เลือกหุ้นที่กราฟสวยๆมาได้แล้ว เช่น หุ้นตัวนั้นเกิด Golden cross หุ้นตัวนี้ มี Buy signal ได้แนวรับแนวต้านมาเรียบร้อยแล้ว 4-5 ตัว คราวนี้ เราก็ต้องมาดูในชั่วโมงเทรดแล้วล่ะครับ ว่าตัวไหนจะพร้อมวิ่งก่อนกัน
หลังจากที่ตลาดเปิดไปได้ไม่นาน หากหุ้น 4-5 ตัวนั้นที่เราเลือกมา ตัวไหนมีโวลุ่มทะลักเข้ามามาก หรือ บางท่านอาจจะเรียกว่า “โวลุ่มเอ้าท์เพอฟอร์ม” สอดคล้องไปกับการขึ้นของราคา ก็ตัวนั้นแหละ ที่กำลังจะวิ่งแรง
หากโวลุ่มไม่มา ราคาไม่ขึ้นหรอกครับ แม้กราฟจะสวยรอไว้ล่วงหน้าแล้วขนาดไหนก็ตาม
พอมาถึงตรงนี้ เกิดคำถามขึ้นมาในทันที ใช่ปล่าวครับ “แล้วเราจะดูจากไหนล่ะ ว่าโวลุ่มเข้า เจ้ามือมา?”
สมมุติว่า ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา หุ้นที่เราหมายตา เทรดทั้งวันเฉลี่ยเพียง 4 แสนหุ้นเท่านั้น แต่มาวันนี้ หลังตลาดเปิดเพียง 5 นาที volume ปาเข้าไปแล้ว 1 ล้านหุ้นแล้ว ก็แสดงว่า เจ้ามือเข้าแล้ว เจ้าของลุยแล้ว
แน๊ะ มีคำถามเกิดขึ้นอีก “อ้าว แล้วอย่างนี้ ไม่ใช่แมงเม่าบินเข้ากองไฟหรอกหรือ?”
แมงเม่าบินเข้ากองไฟ มันหมายถึง ตามแห่นะครับ เห็นตัวไหนวิ่งดี ก็วิ่งเข้าตาม วิ่งซื้อทัน แต่วิ่งออกมาไม่ทัน
ความต่างระหว่าง “เล่นถูกตัวถูกเวลามาพร้อมกับเจ้า” กับ “ตัวไหนซิ่ง วิ่งเข้าใส่” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ
เดี๋ยวให้ดูหุ้นตัวหนึ่งแล้วกัน ….. หลังจากที่เราทำการบ้านมาแล้ว พบว่า หุ้น XYZ ปิด 3.94 บาท แนวรับ 3.92 แนวต้าน 3.98 และแนวต้านถัดไป 4.24 บาท
ถ้าหลังจากตลาดเปิดได้ไม่นาน ปรากฏว่า ราคาเปิดของหุ้น ไปเปิดที่ 4.02 แถมมีโวลุ่มทะลักเข้ามาอีก แบบนี้ แสดงว่า เจ้าเข้าแล้ว และผ่านแนวต้านได้แล้วด้วย แบบนี้เราต้องซื้อตามน้ำนะครับ เพราะมันกำลังวิ่งขึ้นไปหาแนวต้านถัดไปที่ 4.24 …….. ถึงใครต่อใคร จะหาว่าซื้อแพง แต่ ประเด็นคือ ถ้าสามารถขายได้แพงกว่า ก็น่าซื้อ
สมมุติให้ดูในอีกทางนึงแล้วกันนะครับ หากวันนั้นฟ้าฝนไม่เป็นใจ เปิดตลาดที่ราคา 3.94 แล้ววิ่งด่วนจี๋ไปชนแนวต้านที่ 3.98 จากนั้น ก็ชนแล้วชนอีก เจอขายขวางวางอยู่เรื่อยเลย กรณีนี้ ถึงแม้จะมีโวลุ่มทะลักเข้ามา ก็ไม่น่าซื้อตาม เพราะมันไม่ผ่าน เพราะไม้หน้าสามจากผู้ที่ซื้อเก็งกำไรดักไว้ตั้งแต่เมื่อวาน กำลังรอดักตีหัวแมงเม่าอยู่
ลองตรวจเช็คกันดูนะครับ ว่าเรามีการทำการบ้านมาดีพอหรือยัง และ เราใช้ข้อมูลเดียวกันกับมืออาชีพหรือเปล่า ในการทำมาค้าขายหุ้น
www.ThaiDayTrade.com
นักลงทุนมากหน้าหลายตา ทั้ง ขาใหม่ ขาจร ขาประจำ พากันทยอยเข้าห้องค้า เพื่อเตรียมซื้อขายหุ้น
“วันนี้ มีข่าวอะไรมั่ง” ประโยคฮิตที่ได้ยินบ่อยในห้องค้า
“วันนี้ ตลาดจะเป็นยังไง” นี่ก็ฮิตติดชาร์ตเลยแหละ
แต่ 2 ประโยคนี้ เราจะไม่ได้ยินเลยจากเซียนหุ้นพันล้าน ที่มานั่งเงียบๆอยู่ภายในห้อง VIP
เงินฟรี ไม่มีในโลก ครับ นักลงทุนมืออาชีพ ล้วนทำการบ้านเตรียมมาเป็นอย่างดี ก่อนที่ตลาดจะเปิด
การทำการบ้านล่วงหน้า ทำให้เซียนหุ้น เห็นภาพตลาดชัดเจน เห็นหุ้นเด่นที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะเล่นได้ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดจุดเข้า กำหนดจุดออก รวมทั้งจุดหมอบ (หากพลาดท่า) ไว้ล่วงหน้า……ทำให้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดถูกกำหนดขึ้นมา ก่อนที่ตลาดจะเปิดด้วยซ้ำ
นักลงทุนมืออาชีพ เขากำหนดจุดเข้าจุดออกอย่างมีแบบแผน ไม่ได้นึกอยากขายราคาไหนก็ขาย อยากซื้อที่ราคาไหนก็ซื้อ
ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ขาดทุนยังไง …….. เดี๋ยวเราไปแอบฟังกัน ว่าคนส่วนใหญ่เหล่านั้น มีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ยังไง แล้วเดี๋ยวค่อยตามไปดูกันภายหลังว่า รายใหญ่ กับ เซียนหุ้นระดับมืออาชีพ เขามีวิธีคิดเรื่องราคาซื้อ ราคาขาย ต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างไร
“หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาจาก 3 บาทนะ นี่ 4 บาท แล้ว ไม่ซื้อหรอก แพงแล้ว เสียเปรียบพวกต้นทุน 3 บาท”
“หุ้นตัวนี้ เคยอยู่ 4 บาท นี่ ลงมาถึง 3 บาทแล้ว ได้ของถูก ต้องซื้อ ต้องซื้อ ได้เปรียบพวกต้นทุน 4 บาทตั้งเยอะ”
“หุ้นตัวนี้ ขายไปแล้วที่ราคา 4 บาท จะให้ซื้อที่ราคา 4.04 บาท ไม่มีทาง รอให้มันลงมาต่ำกว่าที่ขายก่อนถึงจะซื้อ”
“หุ้นตัวนี้ เพิ่งซื้อมาในราคา 5 บาท จะให้ขายที่ราคา 4.80 บาท ไม่มีทาง”
แหม ถ้าผมเป็นผู้กำหนดราคาตลาด ผมก็คงคิดและทำแบบนั้นเหมือนกัน
คนส่วนใหญ่ในตลาด มักกำหนดราคาที่จะซื้อหรือขาย เสมือนเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมราคาหุ้นได้อย่างเด็ดขาด …. ไม่รู้แหละ ไม่ได้ราคานี้ ก็จะไม่ซื้อ ไม่ได้ราคานี้ก็จะไม่ขาย
ผลของการไม่ได้ทำการบ้านมาล่วงหน้า แล้วเที่ยวมากำหนดราคาซื้อราคาขายเอาเอง ตามอำเภอใจ เราเลยเห็นคนส่วนใหญ่ มีอาการแบบนี้บ่อยๆในห้องค้า ใช่ไหมครับ
เวลาหุ้นขึ้นๆๆๆๆ กลับนั่งเครียดซึมเศร้า เพราะไม่มีหุ้นติดมือเลย ขณะที่คนอื่นเขาเฮฮา ตบไม้ตบมือ แล้วมานั่งบ่นว่า รู้งี้ สัปดาห์ที่แล้วน่าจะซื้อ ไม่งั้นป่านนี้ กำไรบานเลย
เวลาหุ้นลงๆๆๆๆ ก็เครียดอีก เพราะหุ้นลงมาให้ซื้อ จนติดไม้ติดมือเต็มไปหมด เกะกะน่ารำคาญ ตั้งซื้อราคาไหนที่ว่าถูก ก็ได้หมด จนเงินหมดไม่มีให้ซื้อแล้ว ราคายังไม่ยอมหยุดไหลเลย ขณะที่เซียนหุ้นที่กำหนดจุดเข้าจุดออกไว้ล่วงหน้า กำลังนั่งเลือกหุ้นถูกๆอยู่ ว่าจะซื้อตัวไหนดี
เซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก หลายท่านด้วยกัน ล้วนเปิดเผยตรงกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อนครับ
“ผมไม่เคยจำราคาด้วยซ้ำไป ว่าผมซื้อราคาไหน ขายราคาไหน ผมดูแต่แนวโน้ม ตราบใดที่หุ้นยังมีแนวโน้มขึ้น ผมก็ซื้อตามขึ้นไปเรื่อยๆล่ะครับ และถ้ามันเปลี่ยนกลายเป็นแนวโน้ม ขาลง ผมขายทิ้งหมด” เสียงเซียนหุ้นออกมาเหมือนกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ทั้งๆที่สัมภาษณ์ต่างคน ต่างกรรม ต่างวาระ
การทำการบ้านมาล่วงหน้า มันมีคุณค่าคุ้มค่าเหนื่อยมากเลยครับ เงินฟรี ไม่มีหรอก อย่าไปรอ นั่งขอหวยจากโบรกเกอร์
ผมเองลองทำตามที่จอมยุทธ์ในวงการหุ้นสอนสั่งเหมือนกัน ผมเลือกหุ้นผิดเป็นประจำเลยล่ะครับ แหะๆ ถูก 5 ครั้ง ผิด 5 ครั้ง เสมอเลย
แต่เวลาผมผิด ผมเสียหายน้อยมากๆ …… ถ้าเล็งจุดซื้อไว้ดีแล้ว ยังลงได้ ผมก็ยอมรับว่า ผิดคาดพลาดท่า ขายทิ้งลิมิตผลขาดทุน ไม่ให้บานปลาย
แต่ถ้าผมเข้าซื้อแล้วมันขึ้น ผมจะปล่อยกำไรวิ่งไปเรื่อยไม่ขวางทางมัน บางตัวสามารถทำกำไร ได้ 5-10% ภายในวันได้เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น ถูก 5 ผิด 5 ก็รวยแล้วล่ะครับ ดีกว่ากำหนดราคาซื้อ กำหนดราคาขายเอง ตามอำเภอใจมั่วซั่ว
แล้วเราจะเริ่มการบ้านกันที่จุดไหนดี?
อันนี้ ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละท่านนะ แต่ถ้าเป็นผม ผมจะเริ่มจากการดูโวลุ่มก่อน เพราะผมถือว่า หุ้นตัวไหนมีปริมาณการซื้อขายเยอะ แสดงว่า หุ้นตัวนั้น มีการกระจุกตัวของราคาแล้วล่ะ จะเรียกว่า “เจ้าเข้า” ก็ได้
ทำไม ผมถึงให้ความสำคัญของโวลุ่มล่ะครับ แหะๆๆ ขอแซวตลาดหลักทรัพย์หน่อยเหอะ ที่บอกว่า “การลงทุนต้องมีหลักการ”
ไหนๆจะถอดรหัสลับตลาดหุ้นกันแล้ว ผมขอแก้หน่อยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ไหมครับ
“การลงทุนต้องมีเจ้ามือ”
ไม่มีผู้นำมาไล่ซื้อขึ้น แล้วอยู่ๆ มันจะขึ้นไปเองมากๆได้ยังไง เพราะใครๆก็อยากซื้อถูกด้วยกันทั้งนั้นแหละ
หุ้นทุกตัวในตลาด ล้วนมีเจ้ามือทั้งนั้นครับ อย่ามาทำเป็นแยกแยะหน่อยเลย ว่านี่หุ้นปั่นของรายใหญ่ นี่เป็นหุ้นปั้นของกองทุน และนั่นเป็นหุ้นพื้นฐานดี ฝรั่งเลยรีบแย่งกันซื้อ
ดังนั้น หากท่านเกาะเงินของเจ้ามือขึ้นไปได้ ท่านก็กำไรสถานเดียว
อ้าว แล้วตัวไหนล่ะ ที่เจ้ามือเข้าสถิต ….. นี่ไงครับ ที่เราจำเป็นต้องทำการบ้าน
การทำการบ้านเลือกหุ้นที่จะเข้าซื้อ มันก็เหมือนกับการเลือกรถเมล์ว่าจะขึ้นรถเมล์สายอะไร ที่จะพาเราไปถึงที่หมายปลายทางได้
ตอนที่พวกเราเป็นเด็กนักเรียน ถ้าเราจะไปโรงเรียน เราจะขึ้นรถเมล์สายหนึ่ง แต่ถ้าเราจะไปบ้านเพื่อนที่ลาดพร้าว เราก็จะขึ้นรถเมล์อีกสายหนึ่ง และถ้าวันไหน เรานัดไปเที่ยวสวนสยามกับเพื่อน เราก็จะต้องเช็คดูก่อน ใช่ไหมครับ ว่าจะไปสวนสยามต้องขึ้นรถเมล์สายไหน จนกระทั่งเราโตมา เราก็ยังต้องเลือกอยู่ดี ว่าหากจะไปบ้านแฟนคนที่สี่ จะต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร หรืออยากจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองที่สนามหลวง แต่ดันไปขึ้นรถที่จะไปปากเกร็ด ก็คงไม่ได้ร่วมชุมนุมกับเขาแน่
เมื่อเราเลือกได้แล้วว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายไหน เราก็ต้องมาเลือกอีกว่าจะขึ้นคันไหน
รถเมล์บางคัน จอดเข้าพัก รอเข้ากะในรอบต่อไป คนขับขอตัวไปนอนก่อน ในขณะที่ รถบางคัน คนขับรถมัวแต่ วอร์มอัพ ปรึ้นนนนๆๆ อยู่นั่น ไม่ไปซะที ลีลาเยอะ ถ้าเป็นเราๆท่านๆ ก็คงอยากขึ้นคันที่คนขับสตาร์ทพร้อมแล้ว กำลังจะขับออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว เท่านั้น ใช่ไหมครับ
ก็เหมือนกันแหละ หลังจากที่เราทำการบ้านหลังตลาดปิด เลือกหุ้นที่กราฟสวยๆมาได้แล้ว เช่น หุ้นตัวนั้นเกิด Golden cross หุ้นตัวนี้ มี Buy signal ได้แนวรับแนวต้านมาเรียบร้อยแล้ว 4-5 ตัว คราวนี้ เราก็ต้องมาดูในชั่วโมงเทรดแล้วล่ะครับ ว่าตัวไหนจะพร้อมวิ่งก่อนกัน
หลังจากที่ตลาดเปิดไปได้ไม่นาน หากหุ้น 4-5 ตัวนั้นที่เราเลือกมา ตัวไหนมีโวลุ่มทะลักเข้ามามาก หรือ บางท่านอาจจะเรียกว่า “โวลุ่มเอ้าท์เพอฟอร์ม” สอดคล้องไปกับการขึ้นของราคา ก็ตัวนั้นแหละ ที่กำลังจะวิ่งแรง
หากโวลุ่มไม่มา ราคาไม่ขึ้นหรอกครับ แม้กราฟจะสวยรอไว้ล่วงหน้าแล้วขนาดไหนก็ตาม
พอมาถึงตรงนี้ เกิดคำถามขึ้นมาในทันที ใช่ปล่าวครับ “แล้วเราจะดูจากไหนล่ะ ว่าโวลุ่มเข้า เจ้ามือมา?”
สมมุติว่า ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา หุ้นที่เราหมายตา เทรดทั้งวันเฉลี่ยเพียง 4 แสนหุ้นเท่านั้น แต่มาวันนี้ หลังตลาดเปิดเพียง 5 นาที volume ปาเข้าไปแล้ว 1 ล้านหุ้นแล้ว ก็แสดงว่า เจ้ามือเข้าแล้ว เจ้าของลุยแล้ว
แน๊ะ มีคำถามเกิดขึ้นอีก “อ้าว แล้วอย่างนี้ ไม่ใช่แมงเม่าบินเข้ากองไฟหรอกหรือ?”
แมงเม่าบินเข้ากองไฟ มันหมายถึง ตามแห่นะครับ เห็นตัวไหนวิ่งดี ก็วิ่งเข้าตาม วิ่งซื้อทัน แต่วิ่งออกมาไม่ทัน
ความต่างระหว่าง “เล่นถูกตัวถูกเวลามาพร้อมกับเจ้า” กับ “ตัวไหนซิ่ง วิ่งเข้าใส่” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะครับ
เดี๋ยวให้ดูหุ้นตัวหนึ่งแล้วกัน ….. หลังจากที่เราทำการบ้านมาแล้ว พบว่า หุ้น XYZ ปิด 3.94 บาท แนวรับ 3.92 แนวต้าน 3.98 และแนวต้านถัดไป 4.24 บาท
ถ้าหลังจากตลาดเปิดได้ไม่นาน ปรากฏว่า ราคาเปิดของหุ้น ไปเปิดที่ 4.02 แถมมีโวลุ่มทะลักเข้ามาอีก แบบนี้ แสดงว่า เจ้าเข้าแล้ว และผ่านแนวต้านได้แล้วด้วย แบบนี้เราต้องซื้อตามน้ำนะครับ เพราะมันกำลังวิ่งขึ้นไปหาแนวต้านถัดไปที่ 4.24 …….. ถึงใครต่อใคร จะหาว่าซื้อแพง แต่ ประเด็นคือ ถ้าสามารถขายได้แพงกว่า ก็น่าซื้อ
สมมุติให้ดูในอีกทางนึงแล้วกันนะครับ หากวันนั้นฟ้าฝนไม่เป็นใจ เปิดตลาดที่ราคา 3.94 แล้ววิ่งด่วนจี๋ไปชนแนวต้านที่ 3.98 จากนั้น ก็ชนแล้วชนอีก เจอขายขวางวางอยู่เรื่อยเลย กรณีนี้ ถึงแม้จะมีโวลุ่มทะลักเข้ามา ก็ไม่น่าซื้อตาม เพราะมันไม่ผ่าน เพราะไม้หน้าสามจากผู้ที่ซื้อเก็งกำไรดักไว้ตั้งแต่เมื่อวาน กำลังรอดักตีหัวแมงเม่าอยู่
ลองตรวจเช็คกันดูนะครับ ว่าเรามีการทำการบ้านมาดีพอหรือยัง และ เราใช้ข้อมูลเดียวกันกับมืออาชีพหรือเปล่า ในการทำมาค้าขายหุ้น
www.ThaiDayTrade.com
Thursday, September 24, 2009
ถอดรหัสตลาดหุ้น บทที่ 4 : ยิ่งไม่กล้าเสี่ยง กลับยิ่งเสี่ยง
“ผมถือว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า บนสวรรค์มีไม่รู้ตั้งกี่ชั้น แต่เวลาลงนรกก็มีไม่รู้ตั้งกี่ขุมเช่นกัน จะไม่มีคำว่าถูกว่าแพงในตลาดหุ้น" ………… วัชระ แก้วสว่าง (เสี่ยป๋อง) นักลงทุนรายใหญ่มืออาชีพ
ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต ของการที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
หลายครั้งมาก ที่จุดที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ จุดที่ไม่มีใครอยากซื้อ และ จุดที่ดีที่สุดในการขาย คือ จุดที่ไม่มีใครอยากขาย
หากราคาหุ้นขึ้นไปแรงเกินเหตุ บางทีก็น่าเสี่ยงขายนะครับ และถ้าหุ้นนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ลงมาเกินเหตุเพราะตลาดไม่ดี และราคาหุ้นก็หยุดการไหลลงได้แล้ว ก็น่าเสี่ยงซื้อเช่นกัน
ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนกลุ่มแรกที่จะซื้อหรือขายหุ้นก่อนเสมอ คือ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ซึ่งรู้แนวโน้มของกิจการตัวเองก่อนคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ……… ในช่วงนี้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ ว่าทำไมหุ้นขึ้น หรือ ทำไมหุ้นลง
คนกลุ่มต่อมาที่จะซื้อหรือขาย ในขณะที่หุ้นยังขึ้นหรือลง ไม่มากนัก ได้แก่กลุ่มรายใหญ่ กลุ่มกองทุน ซึ่งกลุ่มนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด และพยายามเกาะแนวโน้มตลอดเวลา
เมื่อคนกลุ่มนี้ ซื้อหรือขาย ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ ที่จะต้องอธิบายปรากฏการณ์ หาเหตุผลมาใส่ให้ได้ ว่าทำไมหุ้นถึงขึ้นหรือทำไมหุ้นถึงลง
วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ สื่อ และ ข้อมูลตามเว็บบอร์ด จะออกมาขยายผล จนข่าวนี้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
เมื่อแรงซื้อของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันซื้อ คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งขายอยู่ ก็รีบถอนที่วางขายออก เพราะกลัวว่า ขายแล้ว เดี๋ยวมันจะขึ้น ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะวิ่งรอข่าวดีนั้นมาเป็นเดือน จนเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็นแล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว ราคากลับมาเท่าทุนซะแล้ว
ในทำนองเดียวกัน ครับ เมื่อแรงขายของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันขาย คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ลงไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งซื้ออยู่ ก็รีบถอนที่วางซื้อออก เพราะกลัวว่า ซื้อแล้ว เดี๋ยวมันจะลง ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะไหลลงรอรับข่าวร้ายนั้นมาเป็นเดือน จนเกินเหตุกว่าที่ควรจะเป็น แล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว วิ่งขึ้นไปไหนต่อไหนซะแล้ว
เคยเห็นบ่อย ใช่ไหมครับ ผลประกอบการออกมาแย่ หุ้นกลับดีดขึ้นทันที แต่พอผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นดันร่วงลงซะอย่างงั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พี่คนหนึ่ง เธอเล่าให้ผมฟังว่า จะซื้อหุ้นบริษัท ABC เพราะญาติเธอเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนี้ บอกเธอมาว่า บริษัทกำลังจะได้งานประมูลเป็นหมื่นล้าน
ผมเองก็หูผึ่งเลยล่ะ ไปดูกราฟหุ้นประกอบ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย โครงสร้างกราฟมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเห็นๆ ถึงมันจะขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งครึ่งเดือนก็ยังไม่เห็นว่าแนวโน้มการขึ้นจะชะลอตัวลงเลย เออ แหะ ท่าทางจะเป็นจริง อย่างที่พี่บอก
“อ้าว เธอซื้อแล้วหรอ พี่ยังไม่ได้ซื้อเลย พี่เห็นว่ามันขึ้นมามากแล้ว อยากจะรอให้ลงมาที่เก่าก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะซื้อ” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาซื้อตอนนี้ แบบว่า ราคามันขึ้นมามากแล้ว
ตลอดเวลา 3 สัปดาห์นับจากนั้น ราคาหุ้นไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาหาพี่อีกเลย จนคนทั้งตลาดเริ่มให้ความสนใจ นักวิเคราะห์ก็รีบทำการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทนั้นในทันที แล้วก็ออกมาแนะนำให้ซื้อหุ้น ABC เพื่อเก็งกำไรข่าวการได้งานโครงการใหญ่
พี่สาวคนสวยของเรา ถึงจะยอมปรับราคาขึ้นมานิดนึง ตามคำแนะนำซื้อเก็งกำไรที่ได้ยินมาแล้ว แต่ราคาก็ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนตัวลงมารับพี่อีกเลย แม้พี่จะใช้ความพยายามในการปรับราคาขึ้นทีละนิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
ในที่สุด วันตัดสินใจก็มาถึงครับ หนังสือพิมพ์หุ้น 3 ฉบับ ต่างพาดหัวข่าวตรงกัน ว่าพรุ่งนี้ จะรู้ผลการประมูล แล้วมีการคาดการณ์กะเก็งกันว่า บริษัท ABC จะได้งานแน่ๆ ...... ราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรง กระโดดขึ้นทะยานไกล ไปแบบเร่งรีบ ในที่สุด ด้วยความกลัวตกรถ พี่สาวก็ตัดสินใจเคาะซื้อเดี๋ยวนั้น ในทันที
วันรุ่งขึ้น ผลประมูลงานใหญ่ออกมา บริษัท ABC ได้งานไปจริงๆด้วย ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมนึง ผมกลับมองว่า นี่เก็งกำไรกันขึ้นมา จนราคาเว่อร์ไปแล้ว เลยขายเอากำไรออกมาก่อน ขายทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในตลาดที่เพิ่งทราบข่าวดีจากทางหน้าหนังสือพิมพ์กำลังอยากซื้อนั่นแหละ
“อ้าว เธอขายแล้วหรอ ทำไมรีบขายล่ะค่ะ บริษัทกำลังมีข่าวดี ทุกโบรกฯก็เชียร์ซื้อกัน พี่ยังไม่ขายหรอก กลัวขายแล้วไปต่อ เดี๋ยวรอให้ได้กำไรมากๆก่อน แล้วค่อยขาย” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาขายตอนนี้ ก็บริษัทเพิ่งเซ็นงานโครงการหมื่นล้านไปนี่ มันน่าจะขึ้นต่อ
หลังจากที่ข่าวออก ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง แล้วการขายทำกำไรก็ตามมา ดังเช่นขนบธรรมเนียมประเพณีของการเก็งกำไรที่มีมาแต่โบราณกาล
มันเป็นสูตรสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้ “ขายเมื่อมีข่าวลือ, ซื้อเมื่อมีข่าวจริง” ถ้าอยากจะอินเตอร์หน่อย ก็ต้องบอกว่า “Buy on Rumor, Sell on Fact”
“เธอ พี่ยังไม่ได้ขายออกไปเลย ตอนนี้มันกลับมาที่ราคาที่พี่ซื้อแล้วอ่ะ เดี๋ยวมันคงขึ้นเนาะ บริษัทนี้ถือลงทุนได้ ปัจจัยพื้นฐานดี” ...... พี่เธอปลอบตัวเอง พูดเองคิดเองเออเอง และรอคอยวันนั้นมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว
ถ้าหุ้นมีแนวโน้มจะขึ้น แพงแค่ไหน ก็น่าเสี่ยงซื้อครับ หากพลาดขึ้นมา ก็แค่ขายตัดขาดทุน เสียหายเล็กน้อย ดีกว่าไปไล่ซื้อตอนที่ใครๆก็รู้ข่าวดีนั้น แล้วแย่งกันขาย ออกมาแทบไม่ทัน
ในฝั่งของข่าวร้ายก็เช่นกัน ครับ หากหุ้นนั้นมีข่าวร้ายในทางจิตวิทยารออยู่ และใครๆก็ทราบกัน มันก็จะไหลลงมาเรื่อยๆ ท่ามกลางข่าวร้ายที่ออกมาทางสื่อและมาจากบทวิเคราะห์ หากมันปรับตัวลงมาเว่อร์เกิน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กลับน่าหาโอกาสเสี่ยงซื้อมากกว่า
นับตั้งแต่ รัฐบาลของคุณทักษิณ โดนยึดอำนาจ ก็มีคนโยงหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม ว่าจะได้รับผลลบเลวร้ายเป็นผลพวงตามมา นับตั้งแต่วันที่แบ็งค์ชาติออกมาตรการสำรอง 30% ก็มีคนมองว่า หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะเฉา เน่าสุดขีด
เมื่อทุกคน มองในทางลบ แรงขายก็ตามมา หนักหน่วงต่อเนื่อง จนบางที ก็ลงมาเกินเหตุนะครับ จริงอยู่ เวลาที่กระแสข่าวร้ายกำลังมาแรง เราก็ไม่ควรจะทำเก่ง พายเรือทวนน้ำ ให้เรือล่ม แต่เมื่อโอกาสเข้าเก็บมาถึง มันก็น่าเสี่ยง
ไม่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่กลัว จะไปซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่มั่นใจสุดขีด ก็จะยิ่งเสี่ยงกว่า
“ท่านครับ ทำไมท่านซื้อหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม เขาว่ากันว่า หุ้น 2 ตัวนี้ เจอพิษการเมืองอยู่ไม่ใช่หรอครับ แล้วบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ด้วย ท่านซื้อทำไมครับ เห็นเขาว่าตลาดซบเซาอย่างงี้ โบรกเกอร์เจ๊งระนาว” ผมไปเจ๊าะแจ๊ะ กับเซียนหุ้นชั้นครูท่านหนึ่ง ถามท่านตรงๆเลย จนท่านแทบจะสำลักกาแฟ
“มันลงมาสุดแล้ว ผมก็ซื้อ” ผมยัง งง อยู่ดี ท่านรู้ได้ไงล่ะเนี่ยะว่าลงมาสุดแล้ว
“ก็คุณดูหน่อยสิ ไม่เห็นรึไง หุ้น 3 ตัวนี้ มันนิ่งแล้ว ไม่มีคนอยากขายแล้ว ก็แสดงว่า ราคาหุ้นต่ำเกินไปแล้วไง ไม่มีใครอยากขายแล้วที่ราคานี้ไง เข้าใจไหม” เอาล่ะ ผมพอจะเข้าใจ แต่ลาท่านไปก่อนดีกว่า ท่านกำลังใช้สมาธิอยู่กับหุ้น เดี๋ยวเจ็บตัวเปล่าๆ
ปรากฏการณ์ที่พบเห็นบ่อยในห้องค้า คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ จะขึ้นเครื่องหมายแบล็คลิสต์ให้กับหุ้นที่มีข่าวร้าย แล้วท่องแต่ข่าวร้ายนั้นๆ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ลงมารับข่าวร้ายจนเกินเหตุแล้วหรือยัง ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ จะยอมจ่ายค่าความนิยมให้กับหุ้นที่มีข่าวดี แล้วท่องแต่ข่าวดีนั้นๆจนขึ้นใจ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ขึ้นมารับข่าวดีไปมากเกินพอแล้วหรือไม่
คนส่วนใหญ่ จึงมักต้องซื้อเป็นคนท้ายๆและขายเป็นคนท้ายๆเสมอ เพราะไม่ได้ทำการประเมินไว้เลย ว่าราคาหุ้นได้ซึมซับข่าวดีหรือข่าวร้ายนั้น มากพอแล้วหรือยัง
และที่แปลกแต่จริง ...... เวลาราคาหุ้นลงมามากจนนิ่งแล้ว ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ เห็นเขาว่าไม่ดี พอขึ้นไปมากแล้ว ก็ไม่กล้าขาย เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะขายหุ้นตัวนี้ เห็นหุ้นกำลังขึ้น
จะทำอะไรก็กลัวเสี่ยง เลยเสี่ยงหนักเลยล่ะคราวนี้ ซื้อก็ช้ากว่าเขาแล้วยังจะขายช้ากว่าเขาอีก
เมื่อคิดจะทำการค้าหุ้น ต้องตัดสินใจไว และ กล้าเสี่ยงครับ
เพราะความไม่ยอมเสี่ยงกับอะไรเลย อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในชีวิต
www.ThaiDayTrade.com
ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต ของการที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย
หลายครั้งมาก ที่จุดที่ดีที่สุดในการซื้อ คือ จุดที่ไม่มีใครอยากซื้อ และ จุดที่ดีที่สุดในการขาย คือ จุดที่ไม่มีใครอยากขาย
หากราคาหุ้นขึ้นไปแรงเกินเหตุ บางทีก็น่าเสี่ยงขายนะครับ และถ้าหุ้นนั้นมีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ลงมาเกินเหตุเพราะตลาดไม่ดี และราคาหุ้นก็หยุดการไหลลงได้แล้ว ก็น่าเสี่ยงซื้อเช่นกัน
ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง คนกลุ่มแรกที่จะซื้อหรือขายหุ้นก่อนเสมอ คือ เจ้าของ หรือ ผู้บริหาร ซึ่งรู้แนวโน้มของกิจการตัวเองก่อนคนอื่นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น ……… ในช่วงนี้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกครับ ว่าทำไมหุ้นขึ้น หรือ ทำไมหุ้นลง
คนกลุ่มต่อมาที่จะซื้อหรือขาย ในขณะที่หุ้นยังขึ้นหรือลง ไม่มากนัก ได้แก่กลุ่มรายใหญ่ กลุ่มกองทุน ซึ่งกลุ่มนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด และพยายามเกาะแนวโน้มตลอดเวลา
เมื่อคนกลุ่มนี้ ซื้อหรือขาย ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ ที่จะต้องอธิบายปรากฏการณ์ หาเหตุผลมาใส่ให้ได้ ว่าทำไมหุ้นถึงขึ้นหรือทำไมหุ้นถึงลง
วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ สื่อ และ ข้อมูลตามเว็บบอร์ด จะออกมาขยายผล จนข่าวนี้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
เมื่อแรงซื้อของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันซื้อ คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งขายอยู่ ก็รีบถอนที่วางขายออก เพราะกลัวว่า ขายแล้ว เดี๋ยวมันจะขึ้น ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะวิ่งรอข่าวดีนั้นมาเป็นเดือน จนเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็นแล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว ราคากลับมาเท่าทุนซะแล้ว
ในทำนองเดียวกัน ครับ เมื่อแรงขายของกลุ่มคนจำนวนมาก มาแย่งกันขาย คนส่วนใหญ่ก็จะมาช่วยกันผลักราคาให้ลงไปเรื่อยๆ คนที่ตั้งซื้ออยู่ ก็รีบถอนที่วางซื้อออก เพราะกลัวว่า ซื้อแล้ว เดี๋ยวมันจะลง ทั้งๆที่ราคานี้อาจจะไหลลงรอรับข่าวร้ายนั้นมาเป็นเดือน จนเกินเหตุกว่าที่ควรจะเป็น แล้วก็ได้ กว่าจะรู้ตัวอีกที อ้าว วิ่งขึ้นไปไหนต่อไหนซะแล้ว
เคยเห็นบ่อย ใช่ไหมครับ ผลประกอบการออกมาแย่ หุ้นกลับดีดขึ้นทันที แต่พอผลประกอบการออกมาดี ราคาหุ้นดันร่วงลงซะอย่างงั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พี่คนหนึ่ง เธอเล่าให้ผมฟังว่า จะซื้อหุ้นบริษัท ABC เพราะญาติเธอเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนี้ บอกเธอมาว่า บริษัทกำลังจะได้งานประมูลเป็นหมื่นล้าน
ผมเองก็หูผึ่งเลยล่ะ ไปดูกราฟหุ้นประกอบ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย โครงสร้างกราฟมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นเห็นๆ ถึงมันจะขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วตั้งครึ่งเดือนก็ยังไม่เห็นว่าแนวโน้มการขึ้นจะชะลอตัวลงเลย เออ แหะ ท่าทางจะเป็นจริง อย่างที่พี่บอก
“อ้าว เธอซื้อแล้วหรอ พี่ยังไม่ได้ซื้อเลย พี่เห็นว่ามันขึ้นมามากแล้ว อยากจะรอให้ลงมาที่เก่าก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะซื้อ” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาซื้อตอนนี้ แบบว่า ราคามันขึ้นมามากแล้ว
ตลอดเวลา 3 สัปดาห์นับจากนั้น ราคาหุ้นไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาหาพี่อีกเลย จนคนทั้งตลาดเริ่มให้ความสนใจ นักวิเคราะห์ก็รีบทำการเข้าสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัทนั้นในทันที แล้วก็ออกมาแนะนำให้ซื้อหุ้น ABC เพื่อเก็งกำไรข่าวการได้งานโครงการใหญ่
พี่สาวคนสวยของเรา ถึงจะยอมปรับราคาขึ้นมานิดนึง ตามคำแนะนำซื้อเก็งกำไรที่ได้ยินมาแล้ว แต่ราคาก็ยังไม่มีทีท่าจะอ่อนตัวลงมารับพี่อีกเลย แม้พี่จะใช้ความพยายามในการปรับราคาขึ้นทีละนิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม
ในที่สุด วันตัดสินใจก็มาถึงครับ หนังสือพิมพ์หุ้น 3 ฉบับ ต่างพาดหัวข่าวตรงกัน ว่าพรุ่งนี้ จะรู้ผลการประมูล แล้วมีการคาดการณ์กะเก็งกันว่า บริษัท ABC จะได้งานแน่ๆ ...... ราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรง กระโดดขึ้นทะยานไกล ไปแบบเร่งรีบ ในที่สุด ด้วยความกลัวตกรถ พี่สาวก็ตัดสินใจเคาะซื้อเดี๋ยวนั้น ในทันที
วันรุ่งขึ้น ผลประมูลงานใหญ่ออกมา บริษัท ABC ได้งานไปจริงๆด้วย ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ในอีกมุมนึง ผมกลับมองว่า นี่เก็งกำไรกันขึ้นมา จนราคาเว่อร์ไปแล้ว เลยขายเอากำไรออกมาก่อน ขายทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ในตลาดที่เพิ่งทราบข่าวดีจากทางหน้าหนังสือพิมพ์กำลังอยากซื้อนั่นแหละ
“อ้าว เธอขายแล้วหรอ ทำไมรีบขายล่ะค่ะ บริษัทกำลังมีข่าวดี ทุกโบรกฯก็เชียร์ซื้อกัน พี่ยังไม่ขายหรอก กลัวขายแล้วไปต่อ เดี๋ยวรอให้ได้กำไรมากๆก่อน แล้วค่อยขาย” พี่เธอให้เหตุผลประกอบ เพราะเธอมองว่าเสี่ยงไปที่จะมาขายตอนนี้ ก็บริษัทเพิ่งเซ็นงานโครงการหมื่นล้านไปนี่ มันน่าจะขึ้นต่อ
หลังจากที่ข่าวออก ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปอย่างร้อนแรง แล้วการขายทำกำไรก็ตามมา ดังเช่นขนบธรรมเนียมประเพณีของการเก็งกำไรที่มีมาแต่โบราณกาล
มันเป็นสูตรสำเร็จรูปเลยก็ว่าได้ “ขายเมื่อมีข่าวลือ, ซื้อเมื่อมีข่าวจริง” ถ้าอยากจะอินเตอร์หน่อย ก็ต้องบอกว่า “Buy on Rumor, Sell on Fact”
“เธอ พี่ยังไม่ได้ขายออกไปเลย ตอนนี้มันกลับมาที่ราคาที่พี่ซื้อแล้วอ่ะ เดี๋ยวมันคงขึ้นเนาะ บริษัทนี้ถือลงทุนได้ ปัจจัยพื้นฐานดี” ...... พี่เธอปลอบตัวเอง พูดเองคิดเองเออเอง และรอคอยวันนั้นมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว
ถ้าหุ้นมีแนวโน้มจะขึ้น แพงแค่ไหน ก็น่าเสี่ยงซื้อครับ หากพลาดขึ้นมา ก็แค่ขายตัดขาดทุน เสียหายเล็กน้อย ดีกว่าไปไล่ซื้อตอนที่ใครๆก็รู้ข่าวดีนั้น แล้วแย่งกันขาย ออกมาแทบไม่ทัน
ในฝั่งของข่าวร้ายก็เช่นกัน ครับ หากหุ้นนั้นมีข่าวร้ายในทางจิตวิทยารออยู่ และใครๆก็ทราบกัน มันก็จะไหลลงมาเรื่อยๆ ท่ามกลางข่าวร้ายที่ออกมาทางสื่อและมาจากบทวิเคราะห์ หากมันปรับตัวลงมาเว่อร์เกิน ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น กลับน่าหาโอกาสเสี่ยงซื้อมากกว่า
นับตั้งแต่ รัฐบาลของคุณทักษิณ โดนยึดอำนาจ ก็มีคนโยงหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม ว่าจะได้รับผลลบเลวร้ายเป็นผลพวงตามมา นับตั้งแต่วันที่แบ็งค์ชาติออกมาตรการสำรอง 30% ก็มีคนมองว่า หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์จะเฉา เน่าสุดขีด
เมื่อทุกคน มองในทางลบ แรงขายก็ตามมา หนักหน่วงต่อเนื่อง จนบางที ก็ลงมาเกินเหตุนะครับ จริงอยู่ เวลาที่กระแสข่าวร้ายกำลังมาแรง เราก็ไม่ควรจะทำเก่ง พายเรือทวนน้ำ ให้เรือล่ม แต่เมื่อโอกาสเข้าเก็บมาถึง มันก็น่าเสี่ยง
ไม่ซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่กลัว จะไปซื้อตอนที่คนส่วนใหญ่มั่นใจสุดขีด ก็จะยิ่งเสี่ยงกว่า
“ท่านครับ ทำไมท่านซื้อหุ้นบ้านเอสซี กับ หุ้นดาวเทียม เขาว่ากันว่า หุ้น 2 ตัวนี้ เจอพิษการเมืองอยู่ไม่ใช่หรอครับ แล้วบริษัทหลักทรัพย์ใหญ่ด้วย ท่านซื้อทำไมครับ เห็นเขาว่าตลาดซบเซาอย่างงี้ โบรกเกอร์เจ๊งระนาว” ผมไปเจ๊าะแจ๊ะ กับเซียนหุ้นชั้นครูท่านหนึ่ง ถามท่านตรงๆเลย จนท่านแทบจะสำลักกาแฟ
“มันลงมาสุดแล้ว ผมก็ซื้อ” ผมยัง งง อยู่ดี ท่านรู้ได้ไงล่ะเนี่ยะว่าลงมาสุดแล้ว
“ก็คุณดูหน่อยสิ ไม่เห็นรึไง หุ้น 3 ตัวนี้ มันนิ่งแล้ว ไม่มีคนอยากขายแล้ว ก็แสดงว่า ราคาหุ้นต่ำเกินไปแล้วไง ไม่มีใครอยากขายแล้วที่ราคานี้ไง เข้าใจไหม” เอาล่ะ ผมพอจะเข้าใจ แต่ลาท่านไปก่อนดีกว่า ท่านกำลังใช้สมาธิอยู่กับหุ้น เดี๋ยวเจ็บตัวเปล่าๆ
ปรากฏการณ์ที่พบเห็นบ่อยในห้องค้า คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ จะขึ้นเครื่องหมายแบล็คลิสต์ให้กับหุ้นที่มีข่าวร้าย แล้วท่องแต่ข่าวร้ายนั้นๆ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ลงมารับข่าวร้ายจนเกินเหตุแล้วหรือยัง ในทำนองเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ จะยอมจ่ายค่าความนิยมให้กับหุ้นที่มีข่าวดี แล้วท่องแต่ข่าวดีนั้นๆจนขึ้นใจ จนลืมดูไปว่าราคาหุ้นได้ขึ้นมารับข่าวดีไปมากเกินพอแล้วหรือไม่
คนส่วนใหญ่ จึงมักต้องซื้อเป็นคนท้ายๆและขายเป็นคนท้ายๆเสมอ เพราะไม่ได้ทำการประเมินไว้เลย ว่าราคาหุ้นได้ซึมซับข่าวดีหรือข่าวร้ายนั้น มากพอแล้วหรือยัง
และที่แปลกแต่จริง ...... เวลาราคาหุ้นลงมามากจนนิ่งแล้ว ก็ไม่กล้าซื้อ เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ เห็นเขาว่าไม่ดี พอขึ้นไปมากแล้ว ก็ไม่กล้าขาย เพราะมองว่า เสี่ยงเกินไปที่จะขายหุ้นตัวนี้ เห็นหุ้นกำลังขึ้น
จะทำอะไรก็กลัวเสี่ยง เลยเสี่ยงหนักเลยล่ะคราวนี้ ซื้อก็ช้ากว่าเขาแล้วยังจะขายช้ากว่าเขาอีก
เมื่อคิดจะทำการค้าหุ้น ต้องตัดสินใจไว และ กล้าเสี่ยงครับ
เพราะความไม่ยอมเสี่ยงกับอะไรเลย อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในชีวิต
www.ThaiDayTrade.com
Subscribe to:
Posts (Atom)